นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
นรทกฺขทีปนี
นรทักขทีปนี
ปาลิโต [Pg.8] เยว สทฺธมฺโม,ปาลิเตน วเรน จ;
ปาลิเต สุฏฺฐุ ยํ สีลํ,ปาลิตํ ธมฺม-สุนฺทรํ.
พระสัทธรรมอันพระปาลิตะนั่นเทียวคุ้มครองแล้ว, ด้วยพระปาลิตะผู้ประเสริฐ, ศีลใดอันพระปาลิตะคุ้มครองดีแล้ว, ธรรมอันงามอันพระปาลิตะคุ้มครองแล้ว.
สมฺมา [Pg.10] อารทฺธํ สพฺพ-สมฺปตฺตีนํ,มูลํ โหตีติ ทฏฺฐพฺพํ.
พึงเห็นว่า ความเพียรที่ปรารภชอบแล้ว เป็นรากเหง้าแห่งสมบัติทั้งปวง.
วีริยารพฺโภ [Pg.11] ภิกฺขเว,มหโต อตฺถาย สํวตฺตตีติ.
ภิกษุทั้งหลาย การปรารภความเพียร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่.
ตสฺมา [Pg.12] วีริยเมว กตฺตพฺพํ,วีริยวโต หิ อจินฺติตํปิ โหติ.
เพราะเหตุนั้น พึงทำความเพียรเท่านั้น เพราะสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ย่อมมีแก่ผู้มีความเพียร.
ยถา [Pg.21] หิ ตจฺฉกานํ สุตฺตํ,ปมาณํ โหติ;
เอว เมตมฺปิ วิญฺญูนํ.
เชือกของช่างไม้เป็นประมาณฉันใด, ข้อนี้ก็เป็นประมาณของวิญญูชนฉันนั้น.
สุวิชาโน [Pg.24] ภวํ โหติ,ทุพฺพิชาโน ปราภโว;
ธมฺมกาโม ภวํ โหติ,ธมฺมเทสฺสี ปราภโว.
ผู้เจริญเป็นผู้ที่รู้ได้ง่าย, ผู้เสื่อมเป็นผู้ที่รู้ได้ยาก; ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ, ผู้เกลียดธรรมเป็นผู้เสื่อม.
อยํ [Pg.26] ธมฺมตาติ อยํ สภาโว,อยํ นิยาโมติ วุตฺตํ โหติ.
นี้คือธรรมดา นี้คือสภาวะ, นี้คือความแน่นอน ดังนี้.
เย [Pg.28] ธมฺมา เหตุปภวา,เตสํ เหตุํ ตถาคโต.
ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ, พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น.
รตนตฺตยํ[Pg.35], สนฺตตํ, อหํ วนฺทามิ;
อาจริยํ, โส อหํ, นิจฺจํ นมามิ;
‘‘โหตุ สพฺพํ, มงฺคลํ, มมํ สพฺพธิ’’.
ข้าพเจ้าขอนมัสการพระรัตนตรัยตลอดกาล, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมอาจารย์เป็นนิตย์, ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้าในที่ทั้งปวง.
นรทกฺขทีปนี
นรทักขทีปนี
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ปณาม
บทนอบน้อม
นรทกฺขทีปกสฺส,
แด่พระนรทักขทีปกะ
นโม สมนฺตจกฺขุโน;
สํสารา วิปฺปมุตฺตสฺส,สํสารา วิปฺปมุตฺตสฺส,ส-สทฺธมฺมสฺส สงฺฆิโน.
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระจักษุรอบ, ผู้พ้นแล้วจากสังสารวัฏ, ผู้พ้นแล้วจากสังสารวัฏ, พร้อมด้วยพระสัทธรรมและพระสงฆ์.
มตฺถนา
บทอธิษฐาน
๒.
๒.
ปาลิเตหิ [Pg.36] วรุตฺตมํ,ปาลิตํ สีล-ปารมึ;
ปาเลตุ วรสมฺพุทฺโธ,ปาลิตํ คนฺถ-การณํ.
ขอพระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด จงทรงคุ้มครองศีลบารมีอันประเสริฐยิ่งที่พระปาลิตะคุ้มครองแล้ว และเหตุแห่งคัมภีร์ที่พระปาลิตะคุ้มครองแล้ว.
อาสีส
บทอวยพร
๓.
๓.
พหุสฺสุโต [Pg.37] จ เมธาวี,สีเลสุจ สมาหิโต;
เจโตสมถานุยุตฺโต,อปิ มุทฺธนิ ติฏฺฐตุ.
ผู้เป็นพหูสูตและมีปัญญา, ตั้งมั่นอยู่ในศีลทั้งหลาย, ประกอบด้วยความสงบแห่งจิต, ขอจงตั้งอยู่แม้บนเศียรเกล้า.
อภิยาจก
บทอภิยาจก
๔.
๔.
ธมฺม-สงฺฆํ [Pg.38] วนฺทิตฺวาน,สพฺพ-โลกสฺส นายกํ;
ยาจิโต ติกกฺรป-เถเรน,มาณเวน จ ธีมตา.
ขอนมัสการพระธรรมและพระสงฆ์, ผู้นำของโลกทั้งปวง, อันพระเถระชื่อติกกัปปะและมาณพผู้มีปัญญาอ้อนวอนแล้ว.
๕.
๕.
อุตฺตานเมว สงฺเขปํ,นานา-สตฺถ-สุธาริตํ;
นร-ทกฺขํ ลิขิสฺสมิ,ปสฺสนฺตุ ธีร-มามกา.
ข้าพเจ้าจักเขียนนรทักขะโดยย่อและชัดเจน, อันรวบรวมมาจากคัมภีร์ต่างๆ, ขอท่านผู้มีปัญญาจงพิจารณาดูเถิด.
๖.
๖.
โกสชฺชํ [Pg.41] ภยโต ทิสฺวา,วีริยญฺชาปิ เขมโต;
อารทฺธวีริยา โหถ;
เอสา พุทฺธานุสาสนี.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านโดยความเป็นภัย, และความเพียรโดยความเป็นความเกษม, จงปรารภความเพียรเถิด; นี้คือพระพุทธานุศาสนี.
๗.
๗.
วีริยวา [Pg.42] โข ภิกฺขเว อริยสาวโก,อกุสลํ ปชหติ, กุสลํ ภาเวติ;
สาวชฺชํ ปชหติ, อนวชฺชํ ภาเวติ,สุทฺธมตฺตานํ ปริหรตีติ.
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีความเพียร ย่อมละอกุศล, ย่อมเจริญกุศล; ย่อมละสิ่งที่มีโทษ, ย่อมเจริญสิ่งที่ไม่มีโทษ, ย่อมบริหารตนให้บริสุทธิ์.
วีริยวโต [Pg.43] กึ นาม กมฺมํ น สิชฺฌติ;
ปุริสกาโร [Pg.44] นาม น นสฺสติ,สุเข ปติฏฺฐาเปตีติ ชานามิ.
ชื่อว่าการงานอะไรเล่าของผู้มีความเพียรจะไม่สำเร็จ; ชื่อว่าความพยายามของบุรุษย่อมไม่พินาศ, ข้าพเจ้ารู้ว่าย่อมตั้งอยู่ในความสุข.
๘.
๘.
ยถา [Pg.46] ขิตฺตํ นเภ เลฑฺฑุ,ธุวํ ปตติ ภูมิยํ;
ตเถว พุทฺธ-เสฏฺฐานํ,วจนํ ธุว-สสฺสตํ.
ก้อนดินที่ถูกขว้างขึ้นไปในอากาศ ย่อมตกลงสู่พื้นดินเป็นแน่ฉันใด, พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ก็ย่อมเป็นของเที่ย้แท้และยั่งยืนฉันนั้น.
๙.
๙.
อ-ทฺเวชฺฌวจนา [Pg.48] พุทฺธา,อ-โมฆวจนา ชินา.
พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เป็นสอง, พระชินเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เป็นหมัน.
๑๐.
๑๐.
สุสฺสุสา [Pg.49] ลภเต ปญฺญํ,อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ;
ตสฺมา ปาฬึ คุรุํ กตฺวา,อิมํ ปสฺสาหิ โสภณํ.
ผู้ตั้งใจฟังย่อมได้ปัญญา, ผู้ขยันย่อมได้ทรัพย์; เพราะเหตุนั้น จงทำพระบาลีให้เป็นครู แล้วจงดูความงามนี้เถิด.
๑๑.
๑๑.
สุสฺสุสา [Pg.51] สุต-พุทฺธินี,สุตํ ปญฺญาย วฑฺฒนํ;
ปญฺญาย อตฺถํ ชานาติ,ญาโต อตฺโถ สุขาวโห.
การตั้งใจฟังเป็นเครื่องให้เกิดปัญญาจากการฟัง, การฟังเป็นเครื่องเพิ่มพูนปัญญา; บุคคลย่อมรู้ประโยชน์ด้วยปัญญา, ประโยชน์ที่รู้แล้วนำมาซึ่งความสุข.
๑๒.
๑๒.
สตตํชฺฌายนํ [Pg.52] วาท,ปร-ตนฺตวโลกนํ;
สพฺพิชฺชาเจร-เสวาจ,พุทฺธิ-มติ-กโร คุโณ.
การพิจารณาถ้อยคำอยู่เสมอ การพิจารณาตำราของผู้อื่น และการบำรุงอาจารย์ผู้รู้ทั้งปวง เป็นคุณธรรมที่ทำให้เกิดปัญญา
๑๓.
๑๓.
อติ-ทีโฆว [Pg.53] นีโฆ หิ,กุสีโต หีน-วีริโย;
ตสฺมา วีริยํ กตฺวาน,วิชฺชํ เอสนฺตุ สาธโว.
ความทุกข์ย่อมยาวนานนัก คนเกียจคร้านมีเพียรน้อย เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายจงทำความเพียรแสวงหาวิชา
๑๔.
๑๔.
สุโปริโส [Pg.55] ตาว สิปฺปํ,อุคฺคณฺเหยฺย ปรํ ธนํ;
คเวเสยฺย ตโต มนฺตํ,กเถยฺย สจฺจ-ภาสิตํ.
บุรุษผู้ดีพึงเรียนศิลปะ พึงแสวงหาทรัพย์อันประเสริฐ พึงแสวงหาคำแนะนำ พึงกล่าวคำสัตย์
๑๕.
๑๕.
ปถมํ [Pg.56] น ปราชเย สิปฺปํ,ทุตียํ น ปราชเย ธนํ;
ตตียํ น ปราชเย ธนํ,จตุตฺถมตฺถํ กึ กริสฺสติ.
อันดับแรกไม่พึงละทิ้งศิลปะ อันดับที่สองไม่พึงละทิ้งทรัพย์ อันดับที่สามไม่พึงละทิ้งทรัพย์ อันดับที่สี่จะทำประโยชน์อะไรได้
๑๖.
๑๖.
โสภนฺติ [Pg.58] อ-มิลาตานิ,ปุปฺผานิว ปิลนฺธิตุํ;
ตถา โสภนฺติ ทารกา,โยพฺพเนเยว สิกฺขิตุํ.
ดอกไม้ที่ประดับแล้วย่อมงดงามไม่เหี่ยวเฉา ฉันใด เด็กทั้งหลายเมื่อได้ศึกษาในวัยหนุ่มสาวนั่นเองก็ย่อมงดงามฉันนั้น
๑๗.
๑๗.
ตสฺมา [Pg.59] หเว คุณาธารํ,ปญฺญา-วฑฺฒนมุตฺตมํ;
สิกฺเขยฺย มติมา โปโส,ปตฺเถนฺโต หิตมตฺตโน.
เพราะฉะนั้น บุรุษผู้มีปัญญา ผู้ปรารถนาประโยชน์แก่ตน พึงศึกษาคุณธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งปัญญาอันสูงสุด
๑๘.
๑๘.
อลํ [Pg.60] วายมิตุํ สิปฺเป,อตฺถ-กาเมน ชนฺตุนา;
กตํ วิชญฺญา วิชฺชาทิ,วโย เต มา อุปชฺฌคา.
สัตว์ผู้ปรารถนาประโยชน์พึงพยายามในศิลปะให้เพียงพอ พึงรู้ว่าวิชาที่ทำแล้ว วัยของท่านอย่าได้ล่วงเลยไป
๑๙.
๑๙.
วิชฺชํ [Pg.62] สิกฺเข, จเร สีลํ,ธีเรน สห สํวเส;
ธนาจเย, กเร กมฺมํ,ปิยํ วาจญฺจ สํวเท.
พึงศึกษาวิชา พึงประพฤติศีล พึงอยู่ร่วมกับผู้มีปัญญา พึงทำงานในการสะสมทรัพย์ และพึงกล่าววาจาอันเป็นที่รัก
๒๐.
๒๐.
น [Pg.64] ตฺเวว สุปิตุํ โหติ,รตฺติ นกฺขตฺต-มาลินี;
ปฏิชคฺคิตุเมเวสา,รตฺติ โหติ วิชานตํ.
ราตรีที่ประดับด้วยหมู่ดาวนี้ ไม่ใช่มีไว้เพื่อหลับนอนเลย ราตรีนี้มีไว้เพื่อตื่นอยู่สำหรับผู้รู้ทั้งหลาย
๒๑.
๒๑.
อุฏฺฐาหถ [Pg.65] นิสีทถ,โก อตฺโถ สุปิเตน โว;
สาธุ โข สิปฺป-วิชฺชาหฺวา,วิชฺชํ สิกฺขถ สนฺตตํ.
จงลุกขึ้น จงนั่งลง การนอนหลับของท่านมีประโยชน์อะไร การศึกษาวิชาศิลปะเป็นสิ่งดีแท้ จงศึกษาวิชาอยู่เสมอ
๒๒.
๒๒.
อารพฺภถ [Pg.67] สทา ปุตฺตา,พหุสฺสุตํ คเวสิตุํ;
ยสฺมา โลเก สิปฺปวนฺตา,สพฺพา-ทิสาสุ ปากฏา.
ลูกทั้งหลาย จงเริ่มแสวงหาผู้เป็นพหูสูตอยู่เสมอ เพราะว่าในโลกนี้ ผู้มีศิลปะย่อมปรากฏในทุกทิศ
๒๓.
๒๓.
สกฺยรูปํ [Pg.68] ปุเร สนฺตํ,มยา สิปฺปํ น สิกฺขิตํ;
กิจฺฉา วุตฺติ อ-สิปฺปสฺส,อิติ ปจฺฉา นุตปฺปติ.
เมื่อก่อนมีโอกาสอยู่ เราไม่ได้เรียนศิลปะ การเลี้ยงชีพของผู้ไม่มีศิลปะเป็นความลำบาก ดังนี้ ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
๒๔.
๒๔.
โลกตฺถํ [Pg.75] โลก-กมฺมนฺตํ,อิจฺฉนฺโต ปริเยสิตุํ;
นิจฺจเมว วีริยญฺจ,อตฺถํ มนฺตญฺช จินฺตเย.
ผู้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์โลกและกิจการงานของโลก พึงคิดถึงความเพียรอยู่เสมอ และพึงคิดถึงประโยชน์และคำแนะนำ
๒๕.
๒๕.
ธนวา [Pg.76] คุณวา โลเก,สพฺพา-ทิสาย ปากโฏ;
สีลวา ปญฺญวา มจฺโจ,สพฺพ-โลเกหิ ปูชิโต.
ผู้มีทรัพย์ ผู้มีคุณในโลก ย่อมปรากฏในทุกทิศ มนุษย์ผู้มีศีล ผู้มีปัญญาย่อมเป็นที่บูชาของโลกทั้งปวง
๒๖.
๒๖.
สชีวติ [Pg.77] ยโส ยสฺส,กิตฺติ ยสฺส สชีวติ;
ยส-กิตฺติ วิหีนสฺส,ชีวนฺโตปิ มโตปมา.
เกียรติยศของผู้ใดเป็นอยู่ ชื่อเสียงของผู้ใดเป็นอยู่ ผู้ปราศจากเกียรติยศและชื่อเสียง แม้เป็นอยู่ก็เหมือนตายแล้ว
๒๗.
๒๗.
สทฺธีธ [Pg.79] วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ,ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ;
สจฺจํ หเว สาทุตรํ รสานํ,ปญฺญาชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฺฐนฺติ.
ศรัทธาในโลกนี้เป็นทรัพย์อันประเสริฐของบุรุษ ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำมาซึ่งความสุข สัจจะแลเป็นรสที่อร่อยกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ชีวิตของผู้มีปัญญาเป็นชีวิตอันประเสริฐ
๒๘.
๒๘.
สติมโต [Pg.81] สทา ภทฺทํ,สติมา สุขเมธติ;
สติมโต สุเว เสยฺโย,เวรา จ ปริมุจฺจติ.
ผู้มีสติย่อมมีแต่ความเจริญเสมอ ผู้มีสติย่อมถึงความสุข ผู้มีสติย่อมดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ และย่อมพ้นจากเวร
๒๙.
๒๙.
มา [Pg.83] โว ขณํ วิราเธถ,ขณาตีตา หิ โสจเร;
สทตฺเถ วายเมยฺยาถ,ขโณ โว ปฏิปาทิโต.
ท่านทั้งหลายอย่าได้พลาดโอกาส เพราะผู้ที่พลาดโอกาสย่อมเศร้าโศก ท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ของตน โอกาสได้มาถึงท่านแล้ว
๓๐.
๓๐.
ยถิจฺฉิตํ [Pg.84] น ปปฺโปติ,อ-ผิโย นาวิโกณฺณเว;
ตเถวาวีริโยเปตฺถ,ตสฺมารเภยฺย สาสนํ.
นายเรือที่ไม่มีหางเสือในมหาสมุทร ย่อมไม่ถึงที่ปรารถนาฉันใด ผู้ไม่มีความเพียรในโลกนี้ก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น พึงเริ่มทำตามคำสอน
๓๑.
๓๑.
วายเมเถว [Pg.87] ปุริโส,ยาว อตฺถสฺส นิปฺผทา;
นิปฺผนฺนโสภโณ อตฺโถ,ขนฺตา ภิยฺโย น วิชฺชติ.
บุรุษพึงพยายามอยู่เสมอจนกว่าประโยชน์จะสำเร็จ ประโยชน์ที่สำเร็จแล้วย่อมงดงาม ไม่มีสิ่งใดประเสริฐกว่าความอดทน
๓๒.
๓๒.
สเมว [Pg.88] ญาณ-วายาเม,สุขาวโห สุ-มงฺคโล;
ญุเนธิเก ตถา โน หิ,ทฺวเยน สาธุ สมฺปทา.
ความเพียรและปัญญาที่เสมอกัน ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเป็นมงคล ความขาดหรือเกินไปไม่ดีเลย ความสำเร็จด้วยสองสิ่งนี้เป็นสิ่งดี
๓๓.
๓๓.
กาย-กมฺมานิ [Pg.90] สิชฺฌนฺติ,วจี-กมฺมานิ วีริยํ;
น หิ กิจฺจานิ จินฺตาหิ,กเรยฺยาถีธ วายมํ.
กายกรรมย่อมสำเร็จ วจีกรรมย่อมสำเร็จด้วยความเพียร กิจทั้งหลายย่อมไม่สำเร็จด้วยการคิด พึงทำความเพียรในโลกนี้
๓๔.
๓๔.
ปฏิกจฺเจว [Pg.91] กเรยฺย,ตํ ชญฺญา หิตมตฺตโน;
น สากฏิกจินฺตาย,มนฺทา ธีโร ปรกฺกเม.
พึงทำเสียก่อน พึงรู้ว่านั่นเป็นประโยชน์แก่ตน ไม่พึงคิดเหมือนคนเกวียน ผู้มีปัญญาพึงพยายามอย่างไม่ประมาท
๓๕.
๓๕.
ถิเรน [Pg.95] สก-กมฺเมน,วฑฺฒติเยว สํ ผลํ;
อ-ถิเรน อลเสน,กร-กมฺมํ ผลญฺจ โน.
ด้วยการงานของตนที่มั่นคง ผลย่อมเจริญ ด้วยการงานที่ไม่มั่นคงและเกียจคร้าน ผลย่อมไม่เกิด
๓๖.
๓๖.
อาสีเสเถว [Pg.96] ปุริโส,น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต;
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ,ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ.
บุรุษพึงปรารถนาอยู่เสมอ บัณฑิตไม่พึงท้อถอย เราเห็นตนเองเป็นไปตามที่ปรารถนาแล้ว
๓๗.
๓๗.
อณโณ [Pg.98] ญาตีนํ โหติ,เทวานํ ปิตุนญฺจ โส;
กรํ ปุริส-กิจฺจานิ,น จ ปจฺฉานุตปฺปติ.
เขาเป็นผู้ไม่มีหนี้ต่อญาติ และต่อเทวดาและบิดามารดา ผู้ทำกิจของบุรุษแล้วย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง
๓๘.
๓๘.
หิยฺโยติ [Pg.99] หิยฺยติ โปโส,กริสฺสามิ ปเรติ โย;
อชฺช กตฺตพฺพ กมฺมํ สฺเว,โส ตโต ปริหายติ.
บุรุษผู้กล่าวว่า 'จะทำในภายหลัง' ย่อมเสื่อมเสีย กิจที่ควรทำในวันนี้ (แต่เลื่อนไปทำ) ในวันพรุ่งนี้ เขาย่อมเสื่อมจากกิจนั้น
๓๙.
๓๙.
โส [Pg.101] อ-ปฺปมตฺโต อ-กุทฺโธ,ตาต กิจฺจานิ การย;
วายามสฺสุ ส-กิจฺเจสุ,นาลโส วินฺทเต สุขํ.
ลูกเอ๋ย ท่านจงทำกิจทั้งหลายโดยไม่ประมาท ไม่โกรธ จงพยายามในกิจของตน คนเกียจคร้านย่อมไม่ได้ความสุข
๔๐.
๔๐.
หีน-ชจฺโจปิ [Pg.102] เจ โหติ,อุฏฺฐาตา ธิติมา นโร;
อาจาร-สีล-สมฺปนฺโน,นิเส อคฺคีว ภาสติ.
แม้เป็นคนเกิดในตระกูลต่ำ หากเป็นคนขยัน มีความเพียร สมบูรณ์ด้วยอาจาระและศีล ย่อมรุ่งเรืองเหมือนไฟในเวลากลางคืน
๔๑.
๔๑.
โย [Pg.104] ปุพฺเพ กรณียานิ,ปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติ;
วรุณกฏฺฐภญฺโชว,ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ.
ผู้ใดปรารถนาจะทำกิจที่ควรทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง เหมือนคนหักไม้ตะเคียน
๔๒.
๔๒.
อุฏฺฐานกาลมฺหิ [Pg.105] อนุฏฺฐหาโน,ยุวา พลี อาลสิยํ อุเปโต;
อ-ปุณฺณสงฺกปฺปมโน กุสีโต,ปญฺญาย มคฺคํ อลโส น วินฺทติ.
เมื่อถึงเวลาลุกขึ้น ไม่ลุกขึ้น เป็นหนุ่ม มีกำลัง แต่ประกอบด้วยความเกียจคร้าน มีความดำริในใจไม่เต็ม เป็นคนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบทางแห่งปัญญา
๔๓.
๔๓.
ทุมฺเมโธ [Pg.107] ปุริโส โลเก,กุสีโต หีน-วีริโย;
อปฺปสฺสุโต อนาจาโร,ปริหายติ วุฑฺฒิยา.
บุรุษผู้มีปัญญาทรามในโลกนี้ เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน มีการศึกษาน้อย ไม่มีความประพฤติ ย่อมเสื่อมจากความเจริญ
๔๔.
๔๔.
อปฺปสฺสุตายํ [Pg.108] ปุริโส,พลีพทฺโทว ชีรติ;
มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติ,ปญฺญา ตสฺส น วฑฺฒติ.
บุรุษผู้มีความรู้น้อยนี้ ย่อมแก่ไปเหมือนวัวเถิก เนื้อของเขาย่อมเจริญ แต่ปัญญาของเขาย่อมไม่เจริญ
๔๕.
๔๕.
ยสฺส [Pg.109] มนุสฺส-ภูตสฺส,นตฺถิ โภคา จ สิปฺปกํ;
กึผลํ ตสฺส มานุสฺสํ,ทฺวิปาทฏฺโฐ หิ โส มิโค.
มนุษย์ผู้ใดเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ไม่มีทั้งโภคทรัพย์และศิลปวิทยา ความเป็นมนุษย์ของเขามีผลอะไร เพราะเขาก็คือสัตว์เดรัจฉานสองเท้านั่นเอง
๔๖.
๔๖.
โย [Pg.111] จ วสฺสสตํ ชีเว,กุสีโต หีน-วีริโย;
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย,วีริยารพฺภโต ทฬํ.
ผู้ใดพึงมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน ชีวิตเพียงวันเดียวของผู้ปรารภความเพียรอย่างมั่นคง ประเสริฐกว่า
๔๗.
๔๗.
โย [Pg.112] จ ธมฺม-วิภงฺคญฺญู,กาลุฏฺฐายี อ-ตนฺทิโต;
อนุฏฺฐหติ กาเลน,ผลํ ตสฺส สมิชฺฌติ.
ผู้ใดรู้การจำแนกธรรม ลุกขึ้นตามกาล ไม่เกียจคร้าน ขยันทำการงานตามกาล ผลของเขาย่อมสำเร็จ
๔๘.
๔๘.
อ-จริตฺวา [Pg.126] พฺรหฺมจริยํ,อ-ลทฺธา โยพฺพเน ธนํ;
ชิณฺณโกญฺจาว ฌายนฺติ,ขีณมจฺเฉว ปลฺลเล.
ผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในวัยหนุ่ม ย่อมซบเซาเหมือนนกกระเรียนแก่ ในหนองน้ำที่สิ้นปลาแล้ว
๔๙.
๔๙.
อ-จริตฺวา [Pg.127] พฺรหฺมจริยํ,อ-ลทฺธา โยพฺพเน ธนํ;
เสนฺตฺติ จาปาติขีณาว,ปุราณานิ อนุตฺถุนํ.
ผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในวัยหนุ่ม ย่อมนอนทอดถอนเหมือนลูกศรที่ตกจากแล่ง รำพันถึงเรื่องเก่าๆ
๕๐.
๕๐.
อปฺปเกนาปิ [Pg.132] เมธาวี,ปาภเตน วิจกฺขโณ;
สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ,อณุํ อคฺคึว สนฺธมํ.
ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด แม้มีทุนเพียงน้อย ย่อมตั้งตัวได้ เหมือนคนเป่าไฟน้อยๆ ให้ลุกโพลง
๕๑.
๕๑.
วายาเมเถว [Pg.138] ปุริโส,น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต;
วายามสฺส ผลํ ปสฺส,ภุตฺตา อมฺพา อนีติหํ.
บุรุษพึงพยายาม บัณฑิตไม่พึงท้อถอย จงดูผลแห่งความพยายาม มะม่วงที่เราได้กินแล้ว (เป็นประจักษ์) มิใช่ได้ฟังเขามา
๕๒.
๕๒.
อนุฏฺฐหํ [Pg.140] อ-วายามํ,สุขํ ยตฺราธิ คจฺฉติ;
สุวิร ตตฺถ คจฺฉาหิ,มญฺจ ตตฺเถว ปาปย.
ผู้ไม่ลุกขึ้น ไม่พยายาม ย่อมประสบความสุขในที่ใด ดูก่อนสุวีระ ท่านจงไปที่นั่น และจงนำเราไปที่นั่นด้วย
๕๓.
๕๓.
ยตฺถาลโส [Pg.142] อนุฏฺฐาตา,อจฺจนฺตํ สุขเมธติ;
สุวิร ตตฺถ คจฺฉาหิ,มญฺจ ตฺตตฺเถว ปาปย.
ที่ใดที่คนเกียจคร้าน ผู้ไม่ลุกขึ้น ย่อมได้รับความสุขอย่างยิ่ง ดูก่อนสุวีระ ท่านจงไปที่นั่น และจงนำเราไปที่นั่นด้วย
๕๔.
๕๔.
อธิปฺปาย-ผลํ [Pg.143] โลเก,ธีติมนฺตฺตสฺส สิชฺฌติ;
วีริยเมว กตฺตพฺพํ,เอตํ พุทฺเธหิ วณฺณิตํ.
ผลแห่งความตั้งใจในโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้มีความเพียรพยายาม ความเพียรเท่านั้นที่ควรทำ สิ่งนี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว
ปญฺญา-นิทฺเทส
การพรรณนาเรื่องปัญญา
๕๕.
๕๕.
ปญฺญํ [Pg.144] ปถมเมเสหิ,ปญฺญา-พลํ พหุตฺตมํ;
กุล-ปุตฺต พลํ ปญฺญา,กึหินาม น สาธฺยติ.
จงแสวงหาปัญญาเป็นอันดับแรก เพราะกำลังคือปัญญาเป็นเลิศยิ่ง ปัญญาเป็นกำลังของกุลบุตร อะไรเล่าที่ปัญญาจะทำให้สำเร็จไม่ได้
๕๖.
๕๖.
อเนก-สํสยุจฺเฉทิ[Pg.146],ปโรกฺขตฺถสฺส ทสฺสกํ;
สพฺพสฺส โลจนํ สตฺถํ,ยสฺส นตฺถฺยนฺธเมว โส.
คัมภีร์ (ปัญญา) ตัดความสงสัยได้มากมาย เป็นเครื่องแสดงเนื้อความที่มองไม่เห็นด้วยตา เป็นดวงตาของคนทั้งปวง ผู้ใดไม่มีคัมภีร์ (ปัญญา) ผู้นั้นก็เหมือนคนตาบอด
๕๗.
๕๗.
ปญฺญา [Pg.148] สุตํ วินิจฺฉินฺทิ,กิตฺติ-สิโลก-วฑฺฒนี;
ปญฺญาสหิโต นโร อิธ,อปิ สุขานิวินฺทติ.
ปัญญาย่อมวินิจฉัยสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติยศและชื่อเสียง นรชนผู้ประกอบด้วยปัญญาในโลกนี้ ย่อมประสบความสุขได้
๕๘.
๕๘.
สพฺพญฺญุพุทฺธ-ปจฺเจก[Pg.149],จตุสจฺจ-สุตา อิติ;
จตุ-พุทฺเธสุ เอโกว,พหุสฺสุโต นโร ภเว.
พระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า จตุสัจจพุทธเจ้า และสุตพุทธเจ้า ในบรรดาพุทธะ ๔ ประเภทนี้ นรชนผู้เป็นพหูสูตพึงเป็นผู้หนึ่ง
๕๙.
๕๙.
เลขเฉโก [Pg.150] วาจเฉโก,คนฺถเฉโก สุวาจโก;
วิธายกเฉโก สูโร,นิทฺทุกฺโขว สกมฺมนิ.
ผู้ฉลาดในการเขียน ผู้ฉลาดในการพูด ผู้ฉลาดในคัมภีร์ ผู้กล่าวดี ผู้ฉลาดในการจัดการ และผู้กล้าหาญ ย่อมไม่มีทุกข์ในการงานของตน
๖๐.
๖๐.
ปญฺญา [Pg.152] หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ,นกฺขตฺต-ราชาริว ตารกานํ;
สีลํ สิรีจาปิ สตญฺจ ธมฺโม,อนฺวายิกา ปญฺญาวโต ภวนฺติ.
ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่าปัญญาเป็นเลิศ เหมือนพระจันทร์เป็นราชาแห่งหมู่ดาว ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษ ย่อมติดตามผู้มีปัญญาไป
๖๑.
๖๑.
เสเวถ [Pg.154] พุทฺเธ นิปุเณ พหุสฺสุตฺเต,อุคฺคาหโก จ ปริปุจฺฉโก;
สุเณยฺย สกฺกจฺจํ สุภาสิตานิ,เอวํ กโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ.
พึงคบหาท่านผู้รู้ ผู้ฉลาด ผู้เป็นพหูสูต เป็นผู้เรียนรู้และสอบถาม พึงตั้งใจฟังสุภาษิตทั้งหลาย มนุษย์ผู้กระทำอย่างนี้ย่อมเป็นผู้มีปัญญา
๖๒.
๖๒.
วเยน [Pg.156] ยส-ปุจฺฉาหิ,ติฏฺฐ-วาเสน โยนิโส;
สากจฺฉา สฺเนหสํเสวา,ปติรูป-วาเสนจ.
ด้วยวัย ด้วยการสอบถาม ด้วยการอยู่ประจำอย่างแยบคาย ด้วยการสนทนา ด้วยการคบหาด้วยความรัก และด้วยการอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม
๖๓.
๖๓.
เอตานิ อฏฺฐฐานานิ,พุทฺธิ-วิสท-การณา;
เยสํ เอตานิ สมฺโภนฺติ,เตสํ พุทฺธิ ปภิชฺชติ.
ฐานะ ๘ ประการเหล่านี้ เป็นเหตุแห่งความผ่องใสของปัญญา สิ่งเหล่านี้มีแก่ผู้ใด ปัญญาของผู้นั้นย่อมแตกฉาน
๖๔. จตฺตาโรเม [Pg.158] ภิกฺขเว ธมฺมา ปญฺญาวุทฺธิยา สํวตฺตนฺติ. กตเม จตฺตาโร. สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสวนํ โยนิโส มนสิกาโร ธมฺมานุธมฺม-ปฏิปตฺติ. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ปญฺญา-วุทฺธิยา สํวตฺตนฺตีตฺติ.
๖๔. ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ๔ ประการเป็นไฉน คือ การคบสัตบุรุษ การฟังพระสัทธรรม การทำในใจโดยแยบคาย การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา
๖๕.
๖๕.
จกฺขุปสาท-สมฺปนฺโน[Pg.160],อจฺฉิมนฺตญฺจ ปสฺสติ;
อนฺธํ กาณํ สุ-ปสฺสนฺตํ,อนฺโธ สพฺพํ น ปสฺสติ.
ผู้ถึงพร้อมด้วยจักษุประสาท ย่อมเห็นผู้มีตา เห็นคนตาบอด เห็นคนตาเดียว และเห็นผู้ที่เห็นได้ดี แต่คนตาบอดย่อมไม่เห็นสิ่งทั้งปวง
๖๖.
๖๖.
ปสฺสตฺติ [Pg.161] ปสฺโส ปสฺสนฺตํ,อ-ปสฺสนฺตญฺจ ปสฺสติ;
อ-ปสฺสนฺโต อ-ปสฺสนฺตํ,ปสฺสนฺตญฺจ น ปสฺสติ.
ผู้เห็นย่อมเห็นผู้ที่เห็น และย่อมเห็นผู้ที่ไม่เห็น ส่วนผู้ที่ไม่เห็นย่อมไม่เห็นทั้งผู้ที่ไม่เห็น และไม่เห็นทั้งผู้ที่เห็น
๖๗.
๖๗.
ปากฏํ [Pg.162] อ-ปฏิจฺฉนฺนํ,รูปํ ปสาท-จกฺขุนา;
นาญฺญํ ปสฺสตฺติ สพฺพํปิ,ตถโต ญาณ-จกฺขุนา.
บุคคลย่อมเห็นรูปที่ปรากฏชัดไม่ถูกปิดบังด้วยจักษุประสาท แต่ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงด้วยญาณจักษุ มิใช่เห็นเป็นอย่างอื่น
๖๘.
๖๘.
สุชนาสุชนา [Pg.164] สพฺเพ,คุเณนาปิ วิเวกิโน;
วิเวกํ น สมายนฺติ,อ-วิเวกีชนนฺติเก.
สุชนและทุชนทั้งปวง แม้จะแตกต่างกันด้วยคุณธรรม แต่ย่อมไม่ถึงความแตกต่างกันในสำนักของคนผู้ไม่มีความจำแนก (คนพาล)
๖๙.
๖๙.
โย [Pg.165] จ อุปฺปติตํ อตฺถํ,น ขิปฺปมนุพุชฺฌติ;
อ-มิตฺตวสมนฺเวติ,ปจฺฉา จ อนุตปฺปติ.
ผู้ใดไม่รีบรู้เท่าทันประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมตกไปสู่อำนาจของศัตรู และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
๗๐.
๗๐.
เอวํ [Pg.166] มหิทฺธิกา ปญฺญา,นิปุณา สาธุจินฺตินี;
ทิฏฺฐธมฺม-หิตตฺถาย,สมฺปราย-สุขาย วา.
ปัญญามีอานุภาพมากอย่างนี้ เป็นของละเอียดอ่อน คิดอ่านได้ดี เพื่อประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน หรือเพื่อความสุขในสัมปรายภพ
๗๑.
๗๑.
ตํ [Pg.168] พลานํ พลํ เสฏฺฐ,อคฺค ปญฺญาพลํ พลํ;
ปญฺญาพเลนุปตฺถทฺโธ,เอตฺถํ วินฺทติ ปณฺฑิตฺโต.
ในบรรดากำลังเหล่านั้น กำลังปัญญาเป็นกำลังอันประเสริฐ เป็นกำลังอันยอดเยี่ยม บัณฑิตผู้ที่กำลังปัญญาเกื้อหนุนแล้ว ย่อมประสบความสำเร็จในโลกนี้
๗๒.
๗๒.
เยน [Pg.170] ญาเณน พุชฺฌนฺติ,อริยา กต-กิจฺจตํ;
ตํ ญาณ-รตนํ ลทฺธํ,วายาเมถ ชิโนรสา.
เหล่าพุทธบุตรทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงพยายามเพื่อให้ได้รัตนะคือญาณนั้น ซึ่งเป็นญาณที่พระอริยเจ้าทั้งหลายใช้ตรัสรู้ความเป็นผู้มีกิจอันทำเสร็จแล้ว
๗๓.
๗๓.
ปญฺญารตนมาลสฺส[Pg.171],น จิรํ วตฺตเต ภโว;
ขิปฺปํ ทสฺเสติ อมตํ,น จ โส โรจเต ภเว.
ภพย่อมไม่ดำเนินไปนานแก่ผู้มีรัตนะคือปัญญา เขาย่อมเห็นอมตธรรมโดยพลัน และเขาย่อมไม่ยินดีในภพ
๗๔.
๗๔.
ปมาทมนุยุญฺชนฺติ[Pg.173],พาลา ทุมฺเมธิโน ชนา;
อปฺปมาทญฺจ เมธาวี,ธนํ เสฏฺฐํว รกฺขติ.
เหล่าคนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมประกอบความประมาท ส่วนผู้มีปัญญา ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนรักษาทรัพย์อันประเสริฐ
๗๕.
๗๕.
ธน-ปุญฺญ-ธี-ลาเภน[Pg.174],กาลํ ขิยฺยติ ปณฺฑิโต;
กีฬเนน จ ทุมฺเมโธ,นิทฺทาย กลเหน วา.
บัณฑิตย่อมใช้เวลาให้หมดไปด้วยการได้ทรัพย์ บุญ และปัญญา ส่วนคนมีปัญญาทราม ย่อมใช้เวลาให้หมดไปด้วยการเล่น การนอน หรือการทะเลาะวิวาท
๗๖.
๗๖.
ปมาทํ [Pg.176] อปฺปมาเทน,ยทา นูทติ ปณฺฑิโต;
ปญฺญาปาสาท-มารุยฺห,อ-โสโก โสกินึ ปชํ,ปพฺพตฏฺโฐว ภูมฏฺเฐ,ธีโร พาเล อเวกฺขติ.
เมื่อใดบัณฑิตกำจัดความประมาทด้วยความไม่ประมาท เมื่อนั้นเขาย่อมขึ้นสู่ปราสาทคือปัญญา เป็นผู้หมดโศก มองดูหมู่สัตว์ผู้ยังมีความโศกอยู่ เหมือนผู้ยืนอยู่บนยอดเขา มองลงมาเห็นคนผู้ยืนอยู่บนพื้นดินฉะนั้น
๗๗.
๗๗.
นตฺติ [Pg.178] อตฺตสมํ เปมํ,นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ;
นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา,วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา.
ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี และฝนแลเป็นห้วงน้ำอันยอดเยี่ยม
๗๘.
๗๘.
ทิฏฺเฐ [Pg.180] ธมฺเม จ โย อตฺโถ,โย จตฺโถ สมฺปรายิโก;
อตฺถาภิสมยา ธีโร,ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ.
ผู้มีปัญญาที่เรียกว่าบัณฑิต เพราะเป็นผู้รู้แจ้งถึงประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและประโยชน์ในภายหน้า
๗๙.
๗๙.
น [Pg.181] เตน ปณฺฑิโต โหติ,ยาวตา พหุ ภาสติ;
เขมี อ-เวรี อ-ภโย,ปณฺฑิโตตฺติ ปวุจฺจติ.
บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเพียงเพราะพูดมาก ส่วนผู้ใดมีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัย ผู้นั้นแลท่านเรียกว่าเป็นบัณฑิต
๘๐.
๘๐.
ยมฺหิ [Pg.183] สจฺจญฺจ ธมฺโม จ,อ-หึสา สํยโม ทโม;
ส เว วนฺตมโล ธีโร,เถโร อิติ ปวุจฺจตฺติ.
ในผู้ใดมีสัจจะ ธรรม อหิงสา ความสำรวม และความข่มใจ ผู้นั้นแลเป็นผู้มีปัญญา คายมลทินได้แล้ว ท่านเรียกว่าเป็นเถระ
๘๑.
๘๑.
สก-คุณํ [Pg.185] สก-โทสํ,โย ชานาติ สปณฺฑิโต;
ปร-คุณํ ปร-โทสํ,โย ชานาติ สปณฺฑิโต.
ผู้ใดรู้คุณของตนและโทษของตน ผู้นั้นเป็นบัณฑิต ผู้ใดรู้คุณของผู้อื่นและโทษของผู้อื่น ผู้นั้นก็เป็นบัณฑิต
๘๒.
๘๒.
สติ-วีริย-ปญฺญาย[Pg.186],โย กโรติ อิริยาปเถ;
โส ปณฺฑิโต หเว ภเว,อุภยตฺถ-ปริคฺคโห.
ผู้ใดดำเนินอิริยาบถด้วยสติ วิริยะ และปัญญา ผู้นั้นแลเป็นบัณฑิต ย่อมถือเอาประโยชน์ได้ทั้งสองประการ
๘๓.
๘๓.
กตญฺญู [Pg.187] วิชฺชา-สมฺปนฺโน,ชาติมา ธนวา หเว;
โส วิจารณ-สีโล จ,นิทฺทุกฺโข ปณฺฑิโต ภเว.
ผู้มีความกตัญญู ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา ผู้มีชาติกำเนิดดี ผู้มีทรัพย์ และเป็นผู้มีปกติพิจารณา ผู้นั้นแลพึงเป็นบัณฑิตผู้ไม่มีทุกข์
สพฺเพ [Pg.189] กมฺมสฺสกา สตฺตา,กมฺมํ สตฺเต วิภชฺชติ.
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย
๘๔.
๘๔.
โย ปสฺสติ ปจฺจกฺขตฺถํ,โย จ สํสารตฺถํ เตสุ;
ปจฺฉิโมว ปูชนีโย,อุภยตฺถ-สุทิฏฺฐตฺตา.
ผู้ใดเห็นประโยชน์เฉพาะหน้า และผู้ใดเห็นประโยชน์ในสังสารวัฏ ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น ผู้หลังย่อมเป็นที่ควรบูชา เพราะเป็นผู้เห็นประโยชน์ทั้งสองอย่างดีแล้ว
๘๕.
๘๕.
อปฺเปน [Pg.191] อนวชฺเชน,สนฺตุฏฺโฐ สุลเภน จ;
มตฺตญฺญู สุภโร หุตฺวา,จเรยฺย ปณฺฑิโต นโร.
นรชนผู้เป็นบัณฑิต พึงเป็นผู้สันโดษด้วยของน้อยที่ไม่มีโทษและหาได้ง่าย เป็นผู้รู้จักประมาณ เลี้ยงง่าย และพึงประพฤติธรรม
๘๖.
๘๖.
อตฺตานเมว [Pg.192] ปถมํ,ปติรูเป นิเวสเย;
อถญฺญมนุสาเสยฺย,น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต.
บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรเสียก่อน แล้วจึงพร่ำสอนผู้อื่น บัณฑิตทำเช่นนี้ย่อมไม่เศร้าหมอง
๘๗.
๘๗.
อุตฺตม-ปริสาย [Pg.193] เว,อุตฺตฺตมํ วาจมุตฺตโม;
ภเณยฺยาเขป-วิตฺถารํ,สา อนคฺฆฺยา โลกตฺตเย.
ผู้ประเสริฐสุดพึงกล่าววาจาอันยอดเยี่ยมในบริษัทอันยอดเยี่ยม โดยไม่ตัดทอนและไม่ขยายความจนเกินไป วาจานั้นย่อมหาค่ามิได้ในโลกทั้งสาม
๘๘.
๘๘.
ปณฺฑิตสฺส [Pg.194] สุภาสิตฺตํ,ปณฺฑิโตว สุชานิยา;
ทุมฺเมโธ ตํ น ชานาติ,ธีโร ธีรํ มมายติ.
บัณฑิตเท่านั้นพึงรู้สุภาษิตของบัณฑิต คนมีปัญญาทรามย่อมไม่รู้สุภาษิตนั้น ผู้มีปัญญาย่อมรักใคร่เอ็นดูผู้มีปัญญาด้วยกัน
๘๙.
๘๙.
เยน [Pg.196] เกนจิ วณฺเณน,ปโร ลภติ รูปฺปนํ;
อตฺโถ วาจาย เจ โหติ,ตํ น ภาเสยฺย ปณฺฑิโต.
บัณฑิตไม่พึงกล่าววาจาที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนไม่ว่าด้วยอาการใดๆ แม้วาจานั้นจะมีประโยชน์ก็ตาม
๙๐.
๙๐.
ภุญฺชนตฺถํ [Pg.197] กถนตฺถํ,มุขํ โหตีตฺติ โน วเท;
ยํวา ตํวา มุขารุฬฺหํ,วจนํ ปณฺฑิโต นโร.
นรชนผู้เป็นบัณฑิตไม่พึงกล่าวว่า ปากมีไว้เพียงเพื่อกินและเพื่อพูดเท่านั้น และไม่พึงกล่าววาจาใดๆ ตามแต่ที่มันจะขึ้นมาถึงปาก
๙๑.
๙๑.
ปร-สตฺติตฺโต [Pg.198] ส-สตฺตึ,ทุชฺชาโน หิ นโร มิเต;
เจ ชาเน สก-สตฺตึจ,กา กถา ปร-สตฺติยา.
บุคคลผู้มีกำลังจำกัด ย่อมรู้กำลังของผู้อื่นได้ยาก หากเขารู้กำลังของตนเองแล้ว จะต้องกล่าวไปใยถึงกำลังของผู้อื่นเล่า
๙๒.
๙๒.
กตฺต-คุณํ [Pg.199] ปเรสํ โย,ปฏิกโรติ ปณฺฑิโต;
ชานาติ โส อาจิกฺขติ,น พาโล คุณ-มามโก.
บัณฑิตผู้ใดตอบแทนคุณที่ผู้อื่นทำไว้ ผู้นั้นย่อมรู้และประกาศคุณนั้น ส่วนคนพาลผู้เห็นแก่ตัวย่อมไม่ทำเช่นนั้น
๙๓.
๙๓.
ปภูตํ [Pg.200] เนว กาตพฺพํ,ภวิสฺสํ เนว จินฺตเย;
วตฺตมาเนน กาเลน,วิจรนฺติ วิจกฺขณา.
ไม่พึงเศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่พึงกังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ผู้มีปัญญาย่อมประพฤติตนอยู่กับกาลปัจจุบัน
๙๔.
๙๔.
ธมฺเมสุ [Pg.201] สติ อิจฺฉิตา,รเสสุ โลณมิจฺฉิตํ;
ราช-กิจฺเจสุ อมจฺจํ,สพฺพ-ฐาเนสุ ปณฺฑิตํ.
สติเป็นที่ปรารถนาในธรรมทั้งหลาย เกลือเป็นที่ปรารถนาในรสทั้งหลาย อำมาตย์เป็นที่ปรารถนาในราชกิจทั้งหลาย และบัณฑิตเป็นที่ปรารถนาในที่ทุกสถาน
๙๕.
๙๕.
ขตฺติโย [Pg.203] เสฏฺโฐ ชเน ตสฺมึ,เย โคตฺตปฏิสาริโน;
วิชฺชา-จรณ-สมฺปนฺโน,โส เสฏฺโฐ เทว-มานุเส.
ในหมู่ชนที่ยังยึดถือเรื่องโคตรตระกูล กษัตริย์จัดว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด แต่ผู้ใดถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ผู้นั้นแลเป็นผู้ประเสริฐที่สุดทั้งในหมู่เทวดาและมนุษย์
๙๖.
๙๖.
สมฺพุทฺโธ [Pg.204] ทฺวิปทํ เสฏฺโฐ,อาชานีโย จตุปฺปทํ;
สุสฺสุสา เสฏฺฐา ภริยานํ,โย จ ปุตฺตานมสฺสโว.
พระสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในบรรดาสัตว์สองเท้า ม้าอาชาไนยเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในบรรดาสัตว์สี่เท้า ภรรยาผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐที่สุด และบุตรผู้ว่านอนสอนง่ายเป็นผู้ประเสริฐที่สุด
๙๗.
๙๗.
สาตฺถโก [Pg.207] จ อ-สมฺโมโห,สปฺปาโย โคจโร ตถา;
จตฺตาริมานิ สิกฺเขยฺยุํ,สมฺปชญฺญาภิวฑฺฒกา.
พึงศึกษาธรรม ๔ ประการนี้ คือ ความเป็นผู้เห็นประโยชน์ ความไม่หลงผิด ความเป็นผู้รู้จักสิ่งที่สบาย และความเป็นผู้รู้จักโคจร เพื่อความเจริญแห่งสัมปชัญญะ
๙๘.
๙๘.
ปญฺญญฺจ [Pg.208] โข อ-สุสฺสุสํ,น โกจิ อธิคจฺฉติ;
พหุสฺสุตํ อนาคมฺม,ธมฺมฏฺฐํ อ-วินิพฺภชํ.
บุคคลผู้ไม่ตั้งใจฟัง ย่อมไม่บรรลุปัญญาใดๆ หากไม่อาศัยท่านผู้เป็นพหูสูต ผู้ตั้งอยู่ในธรรม และผู้จำแนกธรรมได้ถูกต้อง
๙๙.
๙๙.
อธิปฺปาโย [Pg.210] สุทุพฺโพโธ,ยสฺมา วิชฺชติ ปาฬิยํ;
ตสฺมา อุปฏฺฐหํ คณฺเห,ครุํ ครุมตํ วิทู.
เพราะเหตุที่ความหมายในพระบาลีเป็นสิ่งที่รู้ได้ยากยิ่ง ฉะนั้น ผู้รู้พึงเข้าไปหาและยึดถือเอาอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพ
จาริตฺต-นิทฺเทส
การพรรณนาความประพฤติ
๑๐๐.
๑๐๐.
อตฺตา [Pg.213] หิ อตฺตโน นาโถ,โก หิ นาโถ ปโร สิยา;
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน,นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน, ใครอื่นเล่าจะเป็นที่พึ่งได้? บุคคลผู้มีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก.
๑๐๑.
๑๐๑.
อตฺตานญฺเจ [Pg.214] ปิยํ ชญฺญา,รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ;
ติณฺณมญฺญตรํ ยามํ,ปฏิชคฺเคยฺย ปณฺฑิโต.
ถ้าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็พึงรักษาตนนั้นให้ดี บัณฑิตพึงตื่นอยู่ตลอดเวลาหนึ่งในสามแห่งราตรี.
๑๐๒.
๑๐๒.
อตฺตนา [Pg.216] กุรุเต ลกฺขึ,อ-ลกฺขึ กุรุเตตฺตนา;
น หิ ลกฺขึ อ-ลกฺขึ วา,อญฺโญ อญฺญสฺส การโก.
ตนเองย่อมทำความเจริญ, ตนเองย่อมทำความเสื่อม. เพราะว่าความเจริญหรือความเสื่อมนั้น คนอื่นทำให้แก่คนอื่นไม่ได้.
๑๐๓.
๑๐๓.
น [Pg.218] ปีฬิตา อตฺต-ทุกฺเขน ธีรา,สุขปฺผลํ กมฺมํ ปริจฺจชนฺติ;
สมฺโมหิตาวาปิ สุเขน มตฺตา,น ปาป-กมฺมญฺจ สมาจรนฺติ.
ปราชญ์ทั้งหลายไม่ถูกบีบคั้นด้วยทุกข์ของตน ย่อมไม่ละทิ้งกรรมที่มีสุขเป็นผล. แม้ถูกความสุขมัวเมา ก็ไม่ประพฤติกรรมอันเป็นบาป.
๑๐๔.
๑๐๔.
โย [Pg.219] เนว นินฺทํ นปฺปสํสํ,อาทิยติ ครหํ โนปิ ปูชํ;
สิรีจ ลกฺขีจ อเปติ ตมฺหา,อาโป สุวุฏฺฐีว ยถา ถลมฺหา.
ผู้ใดไม่รับทั้งคำนินทาและคำสรรเสริญ ไม่รับทั้งคำติเตียนและคำบูชา, สิริและความเจริญย่อมจากผู้นั้นไป เหมือนน้ำฝนที่ตกลงบนที่ดอนฉะนั้น.
๑๐๕.
๑๐๕.
สาธุ [Pg.221] ธมฺมรุจิ ราชา,สาธุ ปญฺญาณวา นโร;
สาธุ มิตฺตานม-ทฺทุพฺโภ,ปาปสฺส อ-กรํ สุขํ.
พระราชาผู้ทรงยินดีในธรรมเป็นความดี, นรชนผู้มีปัญญาเป็นความดี, การไม่ประทุษร้ายมิตรเป็นความดี, การไม่ทำบาปเป็นความสุข.
๑๐๖.
๑๐๖.
กลฺยาณการี [Pg.222] กลฺยาณํ,ปาปการี จ ปาปกํ;
ยาทิสํ วปตฺเต พีชํ,ตาทิสํ วหเต ผลํ.
ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้กรรมดี. ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้กรรมชั่ว. บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น.
๑๐๗.
๑๐๗.
ชีวํ [Pg.224] ปญฺญาย รกฺเขยฺย,ธนํ กมฺเมน รกฺขเย;
เอวํ หฺยโรโค สุขิโต,โปราณก-วโจ อิทํ.
พึงรักษาชีวิตด้วยปัญญา, พึงรักษาทรัพย์ด้วยการงาน. ด้วยประการฉะนี้แล จึงเป็นผู้ไม่มีโรคและมีความสุข, นี้เป็นคำกล่าวของคนโบราณ.
๑๐๘.
๑๐๘.
อนุปุพฺเพน [Pg.226] เมธาวี,โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ;
กมฺมาโร รชตสฺเสว,นิทฺทเม มลมตฺตโน.
ผู้มีปัญญาพึงกำจัดมลทินของตนทีละน้อยๆ ทีละขณะๆ โดยลำดับ เหมือนช่างเงินกำจัดมลทินของเงินฉะนั้น.
๑๐๙.
๑๐๙.
วาจานุรกฺขี [Pg.228] มนสา สุสํวุโต,กาเยน จ นากุสลํ กยิรา;
เอเตตโย กมฺมปเถวิโสธเย,อาราธเย มคฺคมิสิ-ปฺปเวทิตํ.
ผู้รักษาวาจา สำรวมดีแล้วด้วยใจ ไม่พึงทำอกุศลด้วยกาย. พึงชำระกรรมบททั้งสามนี้ให้บริสุทธิ์ พึงบำเพ็ญมรรคที่พระฤๅษีประกาศไว้.
๑๑๐.
๑๑๐.
อ-สนฺเต [Pg.230] โนปเสเวยฺย,สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต;
อ-สนฺโต นิรยํ ยนฺติ,สนฺโต ปาเปนฺติ สุคฺคตึ.
บัณฑิตไม่พึงคบคนไม่ดี, พึงคบคนดี. คนไม่ดี ย่อมไปนรก, คนดี ย่อมถึงสุคติ.
๑๑๑.
๑๑๑.
อ-กโรนฺโตปิ [Pg.232] เจ ปาปํ,กโรนฺตํ มุปเสวติ;
สงฺกิโย โหติ ปาปสฺมึ,อ-วณฺโณ จสฺส รูหติ.
แม้ไม่ทำบาป แต่ถ้าคบคนที่ทำบาป ก็ย่อมเป็นที่ระแวงในบาปนั้น และชื่อเสียงที่ไม่ดีก็ย่อมเจริญแก่เขา.
๑๑๒.
๑๑๒.
สงฺฆาคโต [Pg.233] อนิฏฺเฐหิ,อมฺโพปิ มธุรปฺผโล;
ติตฺตปุพฺโพว ปา เอว,มนุสฺโส ตุ ส-ชีวโก.
เมื่อเข้าไปคบกับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา แม้มะม่วงที่มีผลหวาน ก็ยังขมเหมือนบอระเพ็ด. นรชนผู้คบหากันก็เช่นนั้น.
๑๑๓.
๑๑๓.
นิหีน-เสวิโต [Pg.234] โปโส,นิหียติ จ สพฺพทา;
กทาจิ น จ หาเยถ,ตุลฺยเสวีปิ อตฺตนา.
คนผู้คบคนเลว ย่อมเลวลงทุกเมื่อ. คนผู้คบคนเสมอกัน ย่อมไม่เสื่อมเลย.
๑๑๔.
๑๑๔.
วณฺณ-คนฺธ-รโสเปโต[Pg.237],อมฺโพยํ อหุวา ปุเร;
ตเมว ปูชํ ลภมาโน;
เกนมฺโพ กฏุกปฺผโล.
มะม่วงนี้เคยมีสี กลิ่น และรสดีมาก่อน. เมื่อได้รับการบำรุงเช่นนั้นแล้ว ไฉนมะม่วงจึงมีผลขมเล่า?
๑๑๕.
๑๑๕.
ปุจิมนฺท-ปริวาโร[Pg.238],อมฺโพ เต ทธิวาหน;
มูลํ มูเลน สํสฏฺฐํ,สาขา สาขํ นิเสวเร;
อสาตฺต-สนฺนิวาเสน,เตนมฺโพ กฏุกปฺผโล.
มะม่วงนั้นมีต้นสะเดาล้อมรอบ, ดาดิวาหนะเอ๋ย. รากก็พันกันกับราก, กิ่งก็เกาะเกี่ยวกันกับกิ่ง. เพราะการอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่ดีนั้น มะม่วงจึงมีผลขม.
๑๑๖.
๑๑๖.
ปาโมกฺข-ภชนํ [Pg.240] ขิปฺปํ,อตฺถ-กาโม สุ-วุฑฺฒิยํ;
ภเช อุตฺตริ อตฺตนา,ตสฺมา อุเทติ ปณฺฑิโต.
ผู้ปรารถนาประโยชน์และความเจริญอย่างยิ่ง พึงรีบเข้าไปคบหาผู้เป็นประธานและผู้ที่เหนือกว่าตน. เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเจริญขึ้นได้.
๑๑๗.
๑๑๗.
กาโจ [Pg.241] กญฺจน-สํสคฺคา,ธตฺเต มาร-กตึ ชุตึ;
ตถา สํสนฺนิธาเนน,มูฬฺโห ยาติ ปวีณตํ.
แก้วเมื่อประสมกับทอง ย่อมทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองประดุจมรกต. ฉันใด คนโง่ก็ย่อมถึงความฉลาดด้วยการอยู่ใกล้ชิด (กับบัณฑิต) ฉันนั้น.
๑๑๘.
๑๑๘.
กีโฏปิ [Pg.243] สุมโน-สงฺคา,อาโรหติ สตํ สิโร;
อสฺมาปิ ยาติ เทวตฺวํ,มหพฺภิ สุปฺปติฏฺฐิโต.
แม้หนอนเมื่อคบกับดอกมะลิ ย่อมขึ้นสู่ศีรษะของคนดี. แม้หินก็ย่อมถึงความเป็นเทพได้ เมื่อประดิษฐานอยู่ดีแล้วในผู้ยิ่งใหญ่.
๑๑๙.
๑๑๙.
สพฺภิเรว [Pg.245] สมาเสถ,สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺธวํ;
สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย,ปญฺญํ ลภติ นาญฺญโต.
พึงคบหาสัตบุรุษเท่านั้น, พึงผูกมิตรกับสัตบุรุษ. บุคคลย่อมได้ปัญญาด้วยการรู้แจ้งสัทธรรมของสัตบุรุษ, ไม่ใช่จากผู้อื่น.
๑๒๐.
๑๒๐.
สพฺภิเรว [Pg.246] สมาเสถ,สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺธวํ;
สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย,สพฺพ-ทุกฺขา ปมุจฺจตฺติ.
พึงคบหาสัตบุรุษเท่านั้น, พึงผูกมิตรกับสัตบุรุษ. บุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงด้วยการรู้แจ้งสัทธรรมของสัตบุรุษ.
๑๒๑.
๑๒๑.
สกึเทว [Pg.247] กุลปุตฺต,สพฺภิ โหติ สมาคโม;
สา นํ สงฺคติ ปาเลติ,นาสพฺภิ พหุ สงฺคโม.
ดูก่อนกุลบุตร, การสมาคมกับสัตบุรุษแม้เพียงครั้งเดียว ย่อมรักษาเขาไว้, การสมาคมกับคนไม่ดีจำนวนมากย่อมไม่รักษาเขาไว้.
๑๒๒.
๑๒๒.
เสยฺโย [Pg.249] อ-มิตฺโต เมธาวี,ยญฺเจ พาลานุกมฺปโก.
ศัตรูผู้มีปัญญาดีกว่ามิตรผู้โง่เขลาที่เอ็นดู.
๑๒๓.
๑๒๓.
สีลวนฺตํ [Pg.250] ปญฺญวนฺตํ,ทิวา นิสฺสย-ทายกํ;
พหุสฺสุตํ คเวสนฺโต,ภเชยฺย อตฺถ-มามโก.
ผู้ปรารถนาประโยชน์ พึงแสวงหาและคบหาผู้มีศีล มีปัญญา ผู้ให้ที่พึ่ง และผู้เป็นพหูสูต.
๑๒๔.
๑๒๔.
ปาป-มิตฺเต [Pg.251] วิวชฺเชตฺวา,ภเชยฺยุตฺตม-ปุคฺคลํ;
โอวาเท จสฺส ติฏฺเฐยฺย,ปตฺเถนฺโต อ-จลํ สุขํ.
พึงละเว้นมิตรชั่วเสีย, พึงคบหาบุคคลผู้สูงสุด. พึงตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน, ผู้ปรารถนาความสุขที่ไม่หวั่นไหว.
๑๒๕.
๑๒๕.
น [Pg.253] ภเช ปาปเก มิตฺเต,น ภเช ปุริสาธเม;
ภเชถ มิตฺตฺเต กลฺยาเณ,ภเชถ ปุริสุตฺตเม.
ไม่พึงคบมิตรชั่ว, ไม่พึงคบคนเลวทราม. พึงคบมิตรที่ดี, พึงคบคนสูงสุด.
๑๒๖.
๑๒๖.
อนวชฺชํ [Pg.254] มุขมฺโพช,มนวชฺชา จ ภารตี;
อลงฺกตาว โสภนฺเต,กึสุ เต นิรลงฺกตา.
ปากที่ไม่มีโทษประดุจดอกบัว และวาจาที่ไม่มีโทษ ย่อมงดงามเมื่อประดับแล้ว. เมื่อไม่ประดับเล่า จะเป็นอย่างไร?
๑๒๗.
๑๒๗.
น [Pg.256] หิ วณฺเณน สมฺปนฺนา,มญฺชุกา ปิย-ทสฺสินา;
ขรา วาจา ปิยา โหติ,อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ.
วาจาที่หยาบคาย แม้ผู้พูดจะประกอบด้วยผิวพรรณงดงาม น่ารักน่าชม ก็ไม่เป็นที่รัก ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.
๑๒๘.
๑๒๘.
นนุ [Pg.257] ปสฺสสิมํ กาฬึ,ทุพฺพณฺณํ ติลกาหตํ;
โกลิลํ สณฺห-วาเจน,พหูนํ ปาณินํ ปิยํ.
ท่านไม่เห็นกาตัวนี้หรือ? มีผิวพรรณไม่ดี มีจุดด่างดำ. แต่นกกาเหว่านั้นมีเสียงไพเราะ เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายจำนวนมาก.
๑๒๙.
๑๒๙.
ตสฺมา [Pg.257] สขิล-วาจาย,มนฺต-ภาณี อนุทฺธโต;
อตฺถํ ธมฺมญฺจ ทีเปติ,มธุรํ ตสฺส ภาสิตํ.
เพราะฉะนั้น ผู้มีวาจาอ่อนหวาน พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมแสดงอรรถและธรรม คำพูดของเขาย่อมไพเราะ.
๑๓๐.
๑๓๐.
ตเมว [Pg.260] วาจํ ภาเสยฺย,ยา สตฺตานํ น ตาปเย;
ปเร จ น วิหึเสยฺย,สา เว วาจา สุภาสิตา.
พึงกล่าวแต่วาจาที่ไม่ทำสัตว์ทั้งหลายให้เดือดร้อน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นแลเป็นสุภาษิต.
๑๓๑.
๑๓๑.
ปิยํ [Pg.261] วาจํว ภาเสยฺย,ยา วาจา ปฏินนฺทิตา;
ยํ อนาทาย ปาปานิ;
ปเรสํ ภาสเต ปิยํ.
พึงกล่าวแต่วาจาที่น่ารัก วาจาที่ผู้คนชื่นชม เมื่อไม่นำบาปมาให้ ก็กล่าววาจาที่น่ารักแก่ผู้อื่น.
๑๓๒.
๑๓๒.
สจฺจํ [Pg.262] เว อมตา วาจา,เอส ธมฺโม สนนฺตโน;
สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ,อาหุ สนฺโต ปติฏฺฐิตา.
คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย นี้เป็นธรรมเก่าแก่ สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่าตั้งมั่นอยู่ในสัจจะ อรรถ และธรรม.
๑๓๓.
๑๓๓.
สุภาสิตญฺจ [Pg.264] ธมฺมญฺจ,ปิยญฺจ สจฺจเมว จ;
จตุ-องฺเคหิ สมฺปนฺนํ,วาจํ ภาเสยฺย ปณฺฑิโต.
บัณฑิตพึงกล่าววาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ เป็นสุภาษิต เป็นธรรม เป็นที่รัก และเป็นคำสัตย์.
๑๓๔.
๑๓๔.
มนาปเมว [Pg.265] ภาเสยฺย,นามนาปํ กุทาจนํ;
มนาปํ ภาสมานสฺส,สิทฺธํ ปิโยสธํ ภเว.
พึงกล่าวแต่คำที่น่าพอใจ ไม่พึงกล่าวคำที่ไม่น่าพอใจในกาลไหนๆ เมื่อกล่าวคำที่น่าพอใจ ย่อมสำเร็จเป็นโอสถอันเป็นที่รัก.
๑๓๕.
๑๓๕.
ยํ [Pg.266] วเทยฺย ตํ กเรยฺย,ยํ น วเท น ตํ กเร;
อ-กโรนฺตํ ภาสมานํ,ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา.
พูดอย่างใดพึงทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างใดก็ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนดรู้คนดีแต่พูดแต่ไม่ทำ.
๑๓๖.
๑๓๖.
รโหวาทํ [Pg.268] น ภาเสยฺย,น สมฺมุขา ขิณํ ภเณ;
อ-ตรมาโนว ภเณยฺย,ตรมาโนว โน ภเณ.
ไม่พึงกล่าวคำลับหลัง ไม่พึงกล่าวคำรุกรานต่อหน้า พึงกล่าวโดยไม่รีบร้อน ไม่พึงกล่าวโดยรีบร้อน.
๑๓๗.
๑๓๗.
มาโวจ [Pg.269] ผรุสํ กิญฺจิ,วุตฺตา ปฏิวเทยฺยุํ ตํ;
ทุกฺขา หิ สารมฺภกถา,ปฏิทณฺฑา ผุเสยฺยุํ ตํ.
อย่ากล่าวคำหยาบคายกับใครๆ เพราะผู้ที่ถูกท่านว่าย่อมจะว่าตอบท่าน การกล่าววาจาแข่งดีกันนำมาซึ่งความทุกข์ และการตอบโต้จะย้อนมาถูกท่าน.
๑๓๘.
๑๓๘.
สก-ยุตฺตํ [Pg.270] กเร กมฺมํ,สก-ยุตฺตํ วจึ ภเณ;
อ-ยุตฺตเก ธนํ นฏฺฐํ,อ-ยุตฺเต ชีวิตํ ขเย.
พึงทำกรรมที่ควรแก่ตน พึงกล่าววาจาที่ควรแก่ตน เพราะเมื่อทำในสิ่งที่ไม่ควร ทรัพย์ย่อมฉิบหาย และเมื่อทำในสิ่งที่ไม่ควร ชีวิตย่อมสิ้นไป.
๑๓๙.
๑๓๙.
เย [Pg.272] วุฑฺฒมปจายนฺติ,นรา ธมฺมสฺส ธกาวิทา;
ทิฏฺเฐ ธมฺเมว ปาสํสา,สมฺปราเย จ สุคฺคตึ.
นรชนเหล่าใดผู้รู้แจ้งในธรรม ย่อมเคารพผู้ใหญ่ นรชนเหล่านั้นย่อมเป็นที่สรรเสริญในปัจจุบัน และมีสุคติในสัมปรายภพ.
๑๔๐.
๑๔๐.
โปรี-กถํ-ว [Pg.274] ภาเสยฺย,ยุตฺตา กถา หิ ปูริโน;
ภาติ-มตฺตญฺจ ภาตาติ,ปิตุ-มตฺตํ ปิตา อิติ.
พึงกล่าวถ้อยคำที่สุภาพ เพราะถ้อยคำที่สุภาพย่อมเหมาะสม พึงเรียกผู้ที่ควรเป็นพี่ว่า 'พี่' พึงเรียกผู้ที่ควรเป็นพ่อว่า 'พ่อ'.
๑๔๑.
๑๔๑.
ทานญฺจ [Pg.275] ปิย-วชฺชญฺจ,อตฺถ-จริยา จ ยา อิธ;
สมานตฺตตา ธมฺเมส,ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ.
การให้ทาน วาจาที่น่ารัก การประพฤติประโยชน์ในโลกนี้ และความมีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย ในที่นั้นๆ ตามสมควร.
๑๔๒.
๑๔๒.
สกึ [Pg.277] วทนฺติ ราชาโน,สกึ สมณ-พฺราหฺมณา;
สกึว ปุริสา โลเก,เอสธมฺโม สนนฺตโน.
พระราชาตรัสครั้งเดียว สมณพราหมณ์กล่าวครั้งเดียว สัตบุรุษทั้งหลายในโลกก็กล่าวครั้งเดียว นี้เป็นธรรมเก่าแก่.
๑๔๓.
๑๔๓.
เอก-วาจํว [Pg.278] ทฺเววาจํ,ภเณยฺย อนุกมฺปโก;
ตทุตฺตริ น ภาเสยฺย,ทาโสวยฺยสฺส สนฺติเก.
ผู้มีความเอ็นดูพึงกล่าววาจาเพียงคำเดียวหรือสองคำ ไม่พึงกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น เหมือนทาสในสำนักของเจ้านาย.
๑๔๔.
๑๔๔.
ตสฺเสว [Pg.279] เตน ปาปิโย,โย กุทฺธํ ปฏิกุชฺฌตฺติ;
กุทฺธํ อ-ปฏิกุชฺฌนฺโต,สงฺคามํ เชติ ทุชฺชยํ.
ผู้ใดโกรธตอบผู้ที่โกรธก่อน ผู้นั้นย่อมเลวกว่าผู้ที่โกรธก่อนนั้นเอง ผู้ไม่โกรธตอบผู้ที่โกรธ ย่อมชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก.
๑๔๕.
๑๔๕.
อุภินฺนมตฺถํ [Pg.281] จรติ,อตฺตโน จ ปรสฺส จ;
ปรํ สํกุปิตํ ญตฺวา,โย สโต อุปสมฺมติ.
ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น.
อตฺตานํ [Pg.282] รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ,ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ.
เมื่อรักษาตน ก็ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่น ก็ชื่อว่ารักษาตน.
๑๔๖.
๑๔๖.
สีล-สมาธิ-ปญฺญานํ[Pg.283],ขนฺตี ปธาน-การณํ;
สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา,ขนฺตฺยายตฺตาว วฑฺฒเร.
ขันติเป็นประธานเหตุแห่งศีล สมาธิ และปัญญา กุศลธรรมทั้งปวงย่อมเจริญขึ้นได้เพราะอาศัยขันติ.
๑๔๗.
๑๔๗.
ขมา-ขคฺค-กเรตสฺส[Pg.284],ทุชฺชโน กึ กริสฺสติ;
อ-ติเณ ปติโต วนฺหิ,สยเมวูปสมฺมติ.
คนชั่วจะทำอะไรแก่ผู้ที่มีดาบคือความอดทนในมือได้ ไฟที่ตกลงบนที่ที่ไม่มีหญ้า ย่อมดับไปเอง.
๑๔๘.
๑๔๘.
สุสฺสุสา [Pg.285] สวณญฺเจว,คหณํ ธารณํ ตถา;
อุหาโปหตฺถวิญฺญาณํ,ตตฺว-ญฺญาณญฺจธีคุณํ.
ความใฝ่ใจฟัง การฟัง การรับไว้ การทรงจำ การพิจารณาหาเหตุผล การรู้แจ้งอรรถ และการรู้แจ้งสัจธรรม เป็นคุณสมบัติของปัญญา.
๑๔๙.
๑๔๙.
ยสฺเสเต [Pg.286] จตุโร ธมฺมา,อตฺถิ โปเสสุ ปณฺฑิต;
สจฺจํ ธมฺโม ธีติ จาโค,ทิฏฺฐํ โส อติวตฺตติ.
บัณฑิตผู้ใดมีธรรม ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรม ความเพียร และจาคะ ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นโลกที่เห็นอยู่นี้ได้.
๑๕๐.
๑๕๐.
เวชฺโช [Pg.288] ปุโรหิโต มนฺตี,เวทญฺโญตฺร จตุตฺถโก;
ปภาต-กาเล ทฏฺฐพฺพา,นิจฺจํ สฺว-สีริมิจฺฉตา.
แพทย์ ปุโรหิต ที่ปรึกษา และผู้รู้เวทเป็นที่สี่ ผู้ปรารถนาความสิริมงคลแก่ตนเป็นนิตย์ พึงพบเห็นในเวลาเช้า.
๑๕๑.
๑๕๑.
มิตฺตานํ [Pg.289] สนฺติกํ คจฺเฉ,กาเล น รตฺติยํ กิสํ;
เจ พหุํ ภิชฺเช จินิตฺวา,ตํ มิตฺเตสุ สมากเร.
พึงไปหามิตรในเวลาอันควร ไม่พึงไปในเวลากลางคืน หากสะสมทรัพย์ไว้ได้มาก พึงแบ่งปันทรัพย์นั้นในหมู่มิตร.
๑๕๒.
๑๕๒.
น [Pg.291] ปเรสํ วิโลมานิ,น ปเรสํ กตากตํ;
อตฺตโนว อเวกฺเขยฺย,กตานิ อ-กตานิ จ.
ไม่พึงใส่ใจคำแสลงหูของผู้อื่น ไม่พึงเพ่งดูสิ่งที่ผู้อื่นทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ พึงพิจารณาแต่สิ่งที่ตนเองทำแล้วและยังไม่ได้ทำเท่านั้น.
๑๕๓.
๑๕๓.
เทส-ชาติ-ปุพฺเพ-จรา[Pg.293],อนุ-จรา ชโน กเร;
ปเรสํ เวธกํ มายํ,ตํ ชานิตฺวา สขํ กเร.
คนทั้งหลายย่อมประพฤติตามถิ่นกำเนิด ชาติตระกูล และนิสัยเดิมของตน พึงรู้มายาที่หลอกลวงของผู้อื่นนั้นแล้ว จึงค่อยคบเป็นมิตร.
๑๕๔.
๑๕๔.
ปริตฺตํ [Pg.294] ทารุมารุยฺห,ยถา สีเท มหณฺณเว;
เอวํ กุสีตมาคมฺม,สาธุ-ชีวีปิ สีทติ;
ตสฺมา ตํ ปริวชฺเชยฺย,กุสีตํ หีน-วีริยํ.
คนเกาะท่อนไม้เล็กๆ ย่อมจมลงในมหาสมุทร ฉันใด แม้ผู้ดำเนินชีวิตดีก็ย่อมจมลงเพราะอาศัยคนเกียจคร้าน ฉันนั้น เพราะฉะนั้น พึงเว้นคนเกียจคร้านผู้มีความเพียรย่อหย่อนนั้นเสีย.
๑๕๕.
๑๕๕.
อลสญฺจ [Pg.296] ปมาโท จ,อนุฏฺฐานํ อ-สํยโม;
นิทฺทา ตนฺทิ จ เต ฉิทฺเท,สพฺพโส ตํ วิวชฺชเย.
ความเกียจคร้าน ความประมาท การไม่ขยันขันแข็ง การไม่สำรวม การหลับ และความท้อถอย สิ่งเหล่านี้เป็นช่องทางแห่งความเสื่อม พึงเว้นสิ่งเหล่านั้นเสียโดยประการทั้งปวง.
๑๕๖.
๑๕๖.
จเชยฺย [Pg.297] ทุมฺมิตฺตํ พาลํ,อาสีวิสํว มาณโว;
ภญฺเชยฺย ปาปกํ กมฺมํ,นฬาคารํว กุญฺชโร.
พึงละมิตรชั่วที่เป็นคนพาล เหมือนชายหนุ่มหลีกหนีงูพิษ พึงทำลายกรรมชั่วเสีย เหมือนช้างทำลายโรงไม้อ้อ.
๑๕๗.
๑๕๗.
น [Pg.299] หิ อญฺญญฺญ-จิตฺตานํ,อิตฺถีนํ ปุริสาน วา;
นานาวีกตฺวา สํสคฺคํ,ตาทิสํ ปิจ นาสฺมเส.
ไม่พึงไว้วางใจหญิงหรือชายที่มีจิตใจแปรปรวน มีความประพฤติกลับกลอก เพราะการสมาคมกับคนเช่นนั้นย่อมไม่ยั่งยืน.
๑๕๘.
๑๕๘.
นาสฺมเส [Pg.300] กต-ปาปมฺหิ,นาสฺมเส อลิก-วาทิเน;
นาสฺมเต อตฺตตฺถปญฺญมฺหิ,อตฺต-สนฺเตปิ นาสฺมเต.
ไม่ควรวางใจในคนทำบาป ไม่ควรวางใจในคนพูดเท็จ ไม่ควรวางใจในคนผู้ฉลาดแต่ในประโยชน์ตน แม้ในผู้ที่สงบระงับแล้วก็ไม่ควรวางใจ.
๑๕๙.
๑๕๙.
ฆตาสนํ [Pg.301] กุญฺชรํ กณฺห-สปฺปํ,มุทฺธา-ภิสิตฺตํ ปมทา จ สพฺพา;
เอเต นโร นิจฺจสโต ภเชถ,เตสํ หเว ทุพฺพิทู สพฺพ-ภาโว.
ไฟ ช้าง งูเห่า กษัตริย์ผู้ได้รับมุรธาภิเษก และสตรีทั้งปวง นรชนพึงคบหาสิ่งเหล่านี้ด้วยสติเป็นนิตย์ เพราะอัธยาศัยของสิ่งเหล่านั้นยากที่จะรู้ได้โดยสิ้นเชิง.
๑๖๐.
๑๖๐.
อิตฺถีนํ [Pg.303] ทุชฺชนาน-ญฺจ,วิสฺสาโส โน-ป ปชฺชเต;
วิเส สิงฺคิมฺหิ นทิยํ,โรเค ราช-กุลมฺหิ จ.
ไม่ควรทำความไว้วางใจในสตรีและคนชั่ว ในยาพิษ ในสัตว์มีเขา ในแม่น้ำ ในโรค และในราชตระกูล.
๑๖๑.
๑๖๑.
อิตฺถิ-ธุตฺโต [Pg.304] สุรา-ธุตฺโต,อกฺข-ธุตฺโต จ โย นโร;
ลทฺธํ ลทฺธํ วินาเสติ,ตํ ปราภวโต มุขํ.
นรชนใดเป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา และนักเลงการพนัน ย่อมทำลายทรัพย์ที่ได้มาแล้วๆ ให้พินาศไป นั่นเป็นทางแห่งความเสื่อม.
๑๖๒.
๑๖๒.
ปาป-มิตฺโต [Pg.306] ปาป-สโข,ปาป-อาจาร โคจโร;
อสฺมา โลกา ปรมฺหา จ,อุภยา ธํสเต นโร.
นรชนผู้มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว มีความประพฤติและที่เที่ยวไปอันชั่ว ย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสอง คือโลกนี้และโลกหน้า.
๑๖๓.
๑๖๓.
มจฺเฉเรน [Pg.307] ยสํ หตํ,กุปฺปเนน คุโณ หโต;
กูเฏน นสฺสเต สจฺจํ,ขุทฺเทน ธมฺม-รกฺขนํ.
ยศถูกทำลายด้วยความตระหนี่ คุณความดีถูกทำลายด้วยความโกรธ สัจจะย่อมพินาศด้วยการหลอกลวง การรักษาธรรมย่อมพินาศด้วยความเลวทราม.
๑๖๔.
๑๖๔.
อกฺข-เทวี [Pg.309] ธนานิ จ,วินาโส โหติ อาปทา;
ฐิติ หตา ปมาโท จ,ทฺวิชํ ภิกฺขุญฺจ นสฺสติ.
การเล่นการพนันย่อมทำลายทรัพย์สินและความพินาศเป็นภัยพิบัติ ความตั้งมั่นถูกทำลายและความประมาท ย่อมทำลายพราหมณ์และภิกษุ.
๑๖๕.
๑๖๕.
เปสุญฺเญน [Pg.310] กุลํ หตํ,มาเนน หิตมตฺตโน;
ทุจฺจริเตน มานุโส,ทลิทฺทายาทโร หโต.
ตระกูลถูกทำลายด้วยการพูดส่อเสียด ประโยชน์ของตนถูกทำลายด้วยมานะ มนุษย์ถูกทำลายด้วยทุจริต ความเอื้อเฟื้อต่อคนยากจนถูกทำลาย.
๑๖๖.
๑๖๖.
อ-มานนา [Pg.312] ยตฺถ สิยา,สนฺตานํปิ วิมานนา;
หีน-สมฺมานนาวาปิ,น ตตฺถ วสตึ วเส.
ในที่ใดมีการไม่เคารพกัน มีการดูหมิ่นแม้ผู้สงบระงับ หรือมีการยกย่องคนเลวทราม ไม่ควรอยู่อาศัยในที่นั้น.
๑๖๗.
๑๖๗.
ยตฺถาลโส [Pg.313] จ ทกฺโข จ,สูโร ภีรุ จ ปูชิยา;
น ตตฺถ สนฺโต วสนฺติ,อ-วิเสส-กเร นเร.
ในที่ใดคนเกียจคร้านและคนขยัน คนกล้าหาญและคนขี้ขลาด ได้รับการบูชาเท่ากัน ผู้สงบย่อมไม่อยู่ในที่นั้น ในหมู่ชนผู้ไม่ทำความแตกต่างกัน.
๑๖๘.
๑๖๘.
โน [Pg.315] เจ อสฺส สกา-พุทฺธิ,วินโย วา สุ-สิกฺขิโต;
วเน อนฺธ-มหึโสว,จเรยฺย พหุโก ชโน.
หากไม่มีปัญญาของตนเอง หรือไม่มีวินัยที่ศึกษามาดีแล้ว ชนเป็นอันมากพึงประพฤติไปเหมือนควายตาบอดในป่า.
๑๖๙.
๑๖๙.
ผลํ [Pg.316] เว กทลึ หนฺติ,ผลํ เวฬุํ ผลํ นฬํ;
สกฺกาโร กา-ปุริสํ หนฺติ,คพฺโภ อสฺสตรึ ยถา.
ผลย่อมฆ่าต้นกล้วย ผลย่อมฆ่าไม้ไผ่ ผลย่อมฆ่าไม้อ้อ สักการะย่อมฆ่าคนชั่ว เหมือนลูกในครรภ์ฆ่าแม่ม้าอัสดร.
๑๗๐.
๑๗๐.
วชฺชญฺจ วชฺชโต ญตฺวา,อ-วชฺชญฺจ อ-วชฺชโต;
สมฺมาทิฏฺฐิ-สมาทานา,สตฺตา คจฺฉนฺตฺติ สุคฺคตึ.
สัตว์ทั้งหลายรู้สิ่งที่มีโทษว่าเป็นโทษ และรู้สิ่งที่ไม่มีโทษว่าไม่มีโทษ สมาทานสัมมาทิฏฐิแล้ว ย่อมไปสู่สุคติ.
ฆราวาส-นิทฺเทส
หมวดว่าด้วยการครองเรือน
๑๗๑.
๑๗๑.
ทุกฺขํ [Pg.319] คหพฺพตํ สาธุ,สํวิภชฺชญฺจ โภชนํ;
อ-หาโส อตฺถ-โลเภสุ,อตฺถ-พฺยาปตฺติ อพฺยโถ.
การครองเรือนแม้เป็นทุกข์แต่ก็ดีด้วยการแบ่งปันอาหาร ไม่เพลิดเพลินในความโลภในประโยชน์ และไม่หวั่นไหวในความวิบัติแห่งประโยชน์.
๑๗๒.
๑๗๒.
โยธ [Pg.321] สีตญฺจ อุณฺหญฺจ,ติณา ภิยฺโย น มญฺญติ;
กรํ ปุริส-กิจฺจานิ,โส สุขา น วิหายติ.
ผู้ใดไม่สำคัญความหนาวและความร้อนว่ายิ่งไปกว่าหญ้า กระทำกิจของบุรุษอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข.
๑๗๓.
๑๗๓.
ปณฺฑิโต [Pg.322] สีล-สมฺปนฺโน,สณฺหา จ ปฏิภานวา;
นิวาต-วุตฺติ อตฺถทฺโธ,ตาทิโส ลภเต ยสํ.
บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ละเอียดอ่อนและมีปฏิภาณ มีความประพฤติถ่อมตนและไม่เย่อหยิ่ง บุคคลเช่นนั้นย่อมได้ยศ.
๑๗๔.
๑๗๔.
อุฏฺฐานโก [Pg.324] อนลโส,อาปทาสุ น เวธติ;
อจฺฉินฺนวุตฺติ เมธาวี,ตาทิโส ลภเต ยสํ.
ผู้มีความหมั่น ไม่เกียจคร้าน ไม่หวั่นไหวในยามมีภัย มีความประพฤติสม่ำเสมอ มีปัญญา บุคคลเช่นนั้นย่อมได้ยศ.
๑๗๕.
๑๗๕.
สงฺคาหโก [Pg.325] มิตฺต-กโร,วทญฺญู วีตฺต-มจฺฉโร;
เนตา วิ-เนตา อนุ-เนตา,ตาทิโส ลภเต ยสํ.
ผู้สงเคราะห์ สร้างมิตร รู้ความหมาย ปราศจากความตระหนี่ เป็นผู้นำ เป็นผู้แนะนำ และเป็นผู้โน้มน้าวใจ บุคคลเช่นนั้นย่อมได้ยศ.
๑๗๖.
๑๗๖.
อุฏฺฐานวโก [Pg.327] สตีมโต,สุจิ-กมฺมสฺส นิสมฺมการิโน;
สญฺญตสฺส ธมฺม-ชีวิโน,อ-ปฺปมตฺตสฺส ยโสภิ-วฑฺฒติ.
ยศย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้มีความหมั่น มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วจึงทำ เป็นผู้สำรวม เลี้ยงชีวิตโดยธรรม และไม่ประมาท.
๑๗๗.
๑๗๗.
ทฺเวว [Pg.329] ตาต ปทากานิ,ยตฺถ สพฺพํ ปติฏฺฐิตํ;
อ-ลทฺธสฺส จ โย ลาโภ,ลทฺธสฺส อนุรกฺขณา.
ดูก่อนพ่อ มีทางสองประการเท่านั้นที่ทุกสิ่งตั้งอยู่ได้ คือการได้สิ่งที่ยังไม่ได้ และการรักษาสิ่งที่ได้มาแล้ว.
๑๗๘.
๑๗๘.
จตุธา [Pg.330] วิภเช โภเค,ปณฺฑิโต ฆรมาวสํ;
เอเกน โภคํ ภุญฺเชยฺย,ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย;
จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย,อาปทาสุ ภวิสฺสติ.
บัณฑิตผู้ครองเรือนพึงแบ่งโภคทรัพย์ออกเป็นสี่ส่วน พึงใช้สอยส่วนหนึ่ง พึงใช้สองส่วนประกอบการงาน และพึงเก็บส่วนที่สี่ไว้ จักมีไว้ใช้ในยามมีภัย.
๑๗๙.
๑๗๙.
อญฺชนานํ [Pg.332] ขยํ ทิสฺวา,อุปจิกานญฺจ อาจยํ;
มธูนญฺจ สมาหารํ,ปณฺฑิตฺโต ฆรมาวเส.
บัณฑิตผู้ครองเรือนพึงเห็นความสิ้นไปของยาหยอดตา การก่อตัวของจอมปลวก และการรวบรวมน้ำผึ้ง แล้วพึงครองเรือน.
๑๘๐.
๑๘๐.
วิภวํ [Pg.335] รกฺขโต ลทฺธํ,ปริหานิ น วิชฺชติ;
อารกฺขมฺหิ อ-สนฺตมฺหิ,ลทฺธํ ลทฺธํ วินสฺสติ.
เมื่อรักษาทรัพย์ที่ได้มาแล้ว ความเสื่อมย่อมไม่มี เมื่อไม่มีการรักษา ทรัพย์ที่ได้มาแล้วๆ ย่อมพินาศไป.
๑๘๑.
๑๘๑.
ปญฺญา [Pg.337] นตฺถิ ธนํ นตฺถิ,ยสฺส โลเก น วินฺทติ;
ปุตฺต-ทารา น ปียนฺติ,ตสฺส มิตฺตํ สุขาวหํ.
ผู้ใดไม่มีปัญญา ไม่มีทรัพย์ ย่อมไม่พบความสุขในโลก บุตรและภรรยาก็ไม่รักใคร่ มิตรของผู้นั้นย่อมนำความสุขมาให้.
๑๘๒.
๑๘๒.
จตฺตาโร [Pg.339] จ เวทิตพฺพา,มิตฺตา เจว สุหทา จ;
อุปกาโร สุหโทปิ,สมาน-สุข-ทุกฺโข จ;
อตฺถกฺขายีนุกมฺปโก,ตถา มิตฺโต เวทิตพฺโพ.
พึงทราบมิตรผู้มีใจดี ๔ จำพวก คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ พึงทราบมิตรว่าเป็นเช่นนั้น.
๑๘๓.
๑๘๓.
โภคา [Pg.342] นฏฺเฐน ชิณฺเณน,อ-มิเตน จ โภชเน;
น ติฏฺฐนฺติ จิรํ ทิสฺวา,ตํ ปณฺฑิโต ฆเร วเส.
บัณฑิตเห็นว่าโภคทรัพย์ที่พินาศไปเพราะความเก่า และเพราะการบริโภคที่ไม่ประมาณ ย่อมไม่ตั้งอยู่ได้นาน บัณฑิตนั้นพึงครองเรือน.
๑๘๔.
๑๘๔.
อติ-สีตํ [Pg.343] อติ-อุณฺหํ,อติ-สายมิทํ อหุ;
อิติ วิสฺสฏฺฐ-กมฺมนฺเต,อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว.
หนาวเกินไป ร้อนเกินไป เย็นเกินไปแล้ว นรชนผู้ทอดทิ้งการงานด้วยอ้างเหตุเช่นนี้ ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยเขาไป.
๑๘๕.
๑๘๕.
น [Pg.345] ทิวา สุปฺป-สีเลน,รตฺตินฏฺฐานเทสฺสินา;
นิจฺจํ มตฺเตน โสณฺเฑน,สกฺกา อาวสิตุํ ฆรํ.
บุคคลผู้มีปกติหลับในเวลากลางวัน ชอบเที่ยวในเวลากลางคืน และเป็นนักเลงสุราเป็นนิตย์ ไม่สามารถจะครองเรือนได้.
๑๘๖.
๑๘๖.
หนนฺติ [Pg.346] โภคา ทุมฺเมธํ,โน เจ ปาร-คเวสิโน;
โภค-ตณฺหาย ทุมฺเมโธ,หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ.
โภคทรัพย์ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม แต่ไม่ฆ่าผู้แสวงหาฝั่ง คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนเองด้วยความทะยานอยากในโภคทรัพย์ เหมือนฆ่าผู้อื่น.
๑๘๗.
๑๘๗.
ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา[Pg.348],เยสํ โน น ททามเส;
วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ,ทีปํ นา กมฺห มตฺตโน.
พวกเรามีชีวิตอยู่อย่างเลวทราม เพราะไม่ได้ให้ทานแก่ผู้ที่ควรให้ทาน ทั้งๆ ที่มีโภคทรัพย์อยู่ ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตนเอง
๑๘๘.
๑๘๘.
สฏฺฐิ-วสฺส-สหสฺสานิ[Pg.349],ปริปุณฺณานิ สพฺพโส;
นิรเย ปจฺจมานานํ,กทา อนฺโต ภวิสฺสติ.
เมื่อพวกเราถูกเผาอยู่ในนรกครบหกหมื่นปีแล้ว เมื่อไรหนอที่สุดแห่งทุกข์นี้จึงจะมี
๑๘๙.
๑๘๙.
นตฺถิ [Pg.350] อนฺโต กุโต อนฺโต,น อนฺโต ปติทิสฺสติ;
ตทา หิ ปกตํ ปาปํ,มม ตุยฺหญฺเจ มาริสา;
ไม่มีที่สุด ที่สุดจะมีมาแต่ที่ไหน ที่สุดย่อมไม่ปรากฏ ดูก่อนท่านผู้เจริญ เพราะว่าบาปกรรมที่ท่านและข้าพเจ้าทำไว้แล้ว
๑๙๐.
๑๙๐.
โสหํ [Pg.351] นูน อิโต คนฺตา,โยนิ ลทฺธาน มานุสํ;
วทญฺญู สีล-สมฺปนฺโน,กาหามิ กุสลํ พหุํ.
ข้าพเจ้าไปจากที่นี่แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้รู้ถ้อยคำ (ใจบุญ) ถึงพร้อมด้วยศีล จักทำกุศลให้มาก
๑๙๑.
๑๙๑.
มา [Pg.352] คิชฺเฌ ปจฺจเย มจฺโจ,พหุ-โทสา หิ ปจฺจยา;
จรนฺโต ปจฺจเย ญายา,อุภยตฺถาปิ วฑฺฒติ.
สัตว์ไม่พึงโลภในปัจจัย เพราะปัจจัยมีโทษมาก ผู้ประพฤติรู้ปัจจัย ย่อมเจริญในประโยชน์ทั้งสองสถาน
๑๙๒.
๑๙๒.
อ-ลทฺธา [Pg.354] วิตฺตํ ตปฺปติ,ปุพฺเพ อ-สมุทานิตํ;
น ปุพฺเพ ธนเมสิสฺสํ,อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ.
ไม่ได้ทรัพย์ที่ไม่ได้สั่งสมไว้ก่อน ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราไม่ได้แสวงหาทรัพย์ไว้ก่อน
๑๙๓.
๑๙๓.
กูฏเวที [Pg.356] ปุเร อาสึ,ปิสุโณ ปิฏฺฐิ-มํสิโก;
จณฺโฑ จ ผรุโส จาปิ,อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ.
เราเคยเป็นคนเจ้าเล่ห์ เป็นคนส่อเสียด นินทาผู้อื่น เป็นคนดุร้ายและหยาบคาย ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราเคยเป็นเช่นนั้น
๑๙๔.
๑๙๔.
ปาณาติปาตี [Pg.357] ปุเร อาสึ,ลุทฺโท จาปิ อนริโย;
ภูตานํ นานุกมฺปิยํ,อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ.
เราเคยเป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นคนดุร้าย ไม่ใช่คนดี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราเคยเป็นเช่นนั้น
๑๙๕.
๑๙๕.
พหูสุ [Pg.359] วต สนฺตีสุ,อนาปาทาสุ อิตฺถิสุ;
ปร-ทารํ อเสวิสฺสํ,อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ.
เราเคยเสพภรรยาของผู้อื่น ทั้งๆ ที่มีหญิงที่ไม่มีโทษอยู่มากมาย ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราเคยเป็นเช่นนั้น
๑๙๖.
๑๙๖.
พหุมฺหิ [Pg.360] ตว สนฺตมฺหิ,อนฺน-ปาเน อุปฏฺฐิเต;
น ปุพฺเพ อททํ ทานํ,อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ.
เราไม่ได้ให้ทานไว้ก่อน ทั้งๆ ที่มีข้าวและน้ำมากมายจัดเตรียมไว้ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราไม่ได้ให้ทานไว้ก่อน
๑๙๗.
๑๙๗.
มาตรํ [Pg.362] ปิตรญฺจาปิ,ชิณฺณกํ คต-โยพฺพนํ;
ปหุ สนฺโต น โปสิสฺสํ,อิติ ปจฺฉานุกปฺปติ.
เราไม่ได้เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่ชรา ผู้พ้นวัยหนุ่มสาว ทั้งๆ ที่สามารถเลี้ยงดูได้ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราไม่ได้เลี้ยงดูท่าน
๑๙๘.
๑๙๘.
อาจริยมนุสตฺถารํ[Pg.363],สพฺพ-กาม-รสาหรํ;
ปิตรํ อติมญฺญิสฺสํ,อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ.
เราเคยดูหมิ่นอาจารย์ผู้สั่งสอน ผู้ให้รสแห่งความปรารถนาทั้งปวง เหมือนบิดา ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราเคยดูหมิ่นท่าน
๑๙๙.
๑๙๙.
สมเณ [Pg.365] พฺราหฺมเณ จาปิ,สีลวนฺเต พหุสฺสุเต;
น ปุพฺเพ ปยิรุปาสิสฺสํ,อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ.
เราไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้สมณะและพราหมณ์ผู้มีศีล ผู้เป็นพหูสูตไว้ก่อน ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้ท่าน
๒๐๐.
๒๐๐.
สาธุ [Pg.366] โหติ ตโป จิณฺโณ,สนฺโต จ ปยิรุปาสิโต;
น ปุพฺเพว ตโปจิณฺโณ,อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ.
การบำเพ็ญตบะที่บำเพ็ญแล้วเป็นสิ่งดี การเข้าไปนั่งใกล้สัตบุรุษเป็นสิ่งดี เราไม่ได้บำเพ็ญตบะไว้ก่อน ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เราไม่ได้บำเพ็ญตบะไว้ก่อน
๒๐๑.
๒๐๑.
โย [Pg.368] จ เอตานิ ฐานานิ,โยนิโส ปฏิปชฺชติ;
กรํ ปุริส-กิจฺจานิ,ส ปจฺฉา นานุตปฺปติ.
ผู้ใดพิจารณาฐานะเหล่านี้โดยแยบคาย กระทำกิจของบุรุษ ผู้นั้นย่อมไม่เดือดร้อนภายหลัง
๒๐๒.
๒๐๒.
น [Pg.370] สาธารณ-ทารสฺส,น ภุญฺเช สาธุเมกโก;
น เสเว โลกายติกํ,เนตํ ปญฺญาย วฑฺฒนํ.
ไม่พึงมีภรรยาร่วมกับผู้อื่น ไม่พึงบริโภคอาหารดีแต่ผู้เดียว ไม่พึงคบหาพวกโลกายตะ เพราะสิ่งนั้นไม่เป็นเครื่องเพิ่มพูนปัญญา
๒๐๓.
๒๐๓.
สีลวา [Pg.372] วตฺต-สมฺปนฺโน,อ-ปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ;
นิวาตฺต-วุตฺติ อตฺถทฺโธ,สุรโต สขิโต มุทุ.
ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยวัตร เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ฉลาด มีความประพฤติถ่อมตน ไม่เย่อหยิ่ง เป็นที่รักใคร่ เป็นมิตร และเป็นผู้มีใจอ่อนโยน
๒๐๔.
๒๐๔.
สงฺคเหตา [Pg.374] จ มิตฺตานํ,สํวิภาคี วีธานวา;
ตปฺเปยฺย อนฺน-ปาเนน,สทา สมณ-พฺราหฺมเณ.
เป็นผู้สงเคราะห์มิตร เป็นผู้รู้จักแบ่งปัน มีการจัดแจงดี พึงบำรุงสมณะและพราหมณ์ด้วยข้าวและน้ำเสมอ
๒๐๕.
๒๐๕.
ธมฺม-กาโม [Pg.376] สุตา-ธาโร,ภเวยฺย ปริปุจฺฉโก;
สกฺกจฺจํ ปยิรุปาเสยฺย,สีลวนฺเต พหุสฺสุตฺเต.
เป็นผู้ใคร่ธรรม ทรงจำสุตะ พึงเป็นผู้สอบถาม พึงเข้าไปนั่งใกล้สมณะและพราหมณ์ผู้มีศีล ผู้เป็นพหูสูตด้วยความเคารพ
๒๐๖.
๒๐๖.
ฆรมาวสมานสฺส[Pg.377],คหฏฺฐสฺส สกํ ฆรํ;
เขมา วุตฺติ สิยา เอวํ,เอวํ นุ อสฺส สงฺคโห.
เมื่อคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนของตน มีความเป็นอยู่ผาสุกอย่างนี้ การสงเคราะห์ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้
๒๐๗.
๒๐๗.
อ-พฺยปชฺโช [Pg.378] สิยา เอวํ,สจฺจ-วาที จ มาณโว;
อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ,เอวํ เปจฺจ น โสจติ.
มาณพพึงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนอย่างนี้ และเป็นผู้กล่าวคำสัตย์อย่างนี้ เมื่อละโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ย่อมไม่เศร้าโศกอย่างนี้
๒๐๘.
๒๐๘.
สุขา [Pg.379] มตฺเตยฺยตา โลเก,อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา;
สุขา สามญฺญตา โลเก,อโถ พฺรหฺมญฺญตา สุขา.
ความเป็นผู้มีมารดาเป็นที่รักเป็นสุขในโลก อนึ่ง ความเป็นผู้มีบิดาเป็นที่รักก็เป็นสุข ความเป็นสมณะเป็นสุขในโลก อนึ่ง ความเป็นพราหมณ์ก็เป็นสุข
๒๐๙.
๒๐๙.
ปถวี [Pg.381] เวฬุกํ ปตฺตํ,จกฺกวาฬํ สุจิปฺผลํ;
สิเนรุ วมฺมิโก ขุทฺโท,สมุทฺโท ปาติโก ยถา.
แผ่นดินเปรียบเหมือนไม้ไผ่ที่ถูกตัด จักรวาลเปรียบเหมือนผลไม้ที่ถูกเด็ด ภูเขาสิเนรุเปรียบเหมือนจอมปลวกเล็กๆ มหาสมุทรเปรียบเหมือนบ่อน้ำ
๒๑๐.
๒๑๐.
พฺรหฺมาติ [Pg.382] มาตา-ปิตโร,ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร;
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ,ปชานมนุกมฺปกา.
มารดาบิดาเรียกว่าพรหม เรียกว่าบุรพาจารย์ เป็นผู้ควรแก่ของที่บุตรนำมาบูชา เป็นผู้เอ็นดูในบุตร
๒๑๑.
๒๑๑.
ตสฺมา [Pg.384] หิ เน นมเสยฺย,สกฺกเรยฺย จ ปณฺฑิโต;
อนฺเนน อโถ ปาเนน,วตฺเถน สยเนน จ.
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและสักการะท่านเหล่านั้น ด้วยข้าวและน้ำ ด้วยผ้าและที่นอน
สาธุชน-นิทฺเทส
การแสดงลักษณะของสัตบุรุษ
๒๑๒.
๒๑๒.
กาย-กมฺมํ [Pg.386] สุจิ เตสํ,วาจา-กมฺมํ อนาวิลํ;
มโน-กมฺมํ สุจิ-สุทฺธํ,ตาทิสา สุชนา นรา.
กายกรรมของท่านเหล่านั้นบริสุทธิ์ วจีกรรมไม่มีมลทิน มโนกรรมบริสุทธิ์สะอาด นรชนเช่นนั้นแลเป็นสัตบุรุษ
๒๑๓.
๒๑๓.
เสฏฺฐ-วิตฺตํ [Pg.387] สุตํ ปญฺญา,สทฺธนํ สตฺตธา โหตฺติ;
สทฺธา สีลํ สุตํ จาโค,ปญฺญา เจว หิโรตฺตปฺปํ.
ทรัพย์อันประเสริฐคือสุตะและปัญญา ทรัพย์อันดีมี ๗ ประการ คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา หิริ และโอตตัปปะ
๒๑๔.
๒๑๔.
สทฺธมฺมาปิ [Pg.389] จ สตฺเตว,สทฺธา หิรี จ โอตฺตปฺปํ;
พาหุสฺสจฺจํ ธิโร เจว,สติ ปญฺญา จ อิจฺเจวํ.
สัทธรรมก็มี ๗ ประการ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต ความเพียร สติ และปัญญา
๒๑๕.
๒๑๕.
หิรี-โอตฺตปฺป-สมฺปนฺนา[Pg.390],สุกฺตฺก-ธมฺม-สมาหิตา;
สนฺโต สปฺปุริสา โลเก,เทว-ธมฺมาติ วุจฺจเร.
สัตบุรุษทั้งหลายในโลก ผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันขาวสะอาด ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมของเทวดา
๒๑๖.
๒๑๖.
สทฺโธ [Pg.392] หิริมา โอตฺตปฺปี,วีโร ปญฺโญ ส-คารโว;
ภพฺโพ อาปชฺชิตุํ พุทฺธึ,วิรูฬฺหิญฺจ วิปุลฺลตํ.
ผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีความเพียร มีปัญญา มีความเคารพ ย่อมสามารถบรรลุถึงความรู้แจ้ง ความเจริญงอกงาม และความไพบูลย์ได้
๒๑๗.
๒๑๗.
โย [Pg.393] เว กตญฺญู กต-เวทิ ธีโร,กลฺยาณ-มิตฺโต ทฬฺหอ-ภตฺโต จ โหติ;
ทุกฺขิตฺตสฺส สกฺกจฺจํ กโรติ กิจฺจํ,ตถาวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ.
ผู้ใดแลเป็นคนกตัญญู กตเวที เป็นนักปราชญ์ เป็นกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง ช่วยเหลือทำกิจของคนผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยเคารพ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวเรียกคนเช่นนั้นว่าเป็นสัตบุรุษ
๒๑๘.
๒๑๘.
มาตา-เปตฺติ-ภรํ [Pg.395] ชนฺตุํ,กุเล เชฏฺฐาปจายินํ;
สณฺหํ สขิล-สมฺภาสํ,เปสุเณยปฺปหายินํ.
นรชนผู้เลี้ยงมารดาบิดา ผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล มีวาจาอ่อนหวาน พูดจาไพเราะ ละคำส่อเสียด
๒๑๙.
๒๑๙.
มจฺเฉร-วินเย ยุตฺตํ,สจฺจํ โกธาภิตุํ นรํ;
ตํ เว เทวา ตาวตึสา,อาหุ สปฺปุริโส อิติ.
ผู้ประกอบในการกำจัดความตระหนี่ มีสัจจะ ข่มความโกรธได้ เทวดาชั้นดาวดึงส์เหล่านั้นแล กล่าวเรียกนรชนนั้นว่าเป็นสัตบุรุษ
๒๒๐.
๒๒๐.
อ-ปฺปมาเทน [Pg.398] มฆวา,เทวานํ เสฏฺฐตํ คโต;
อ-ปฺปมาทํ ปสํสนฺติ,ปมาโท ครหิโต สทา.
ท้าวมาฆะ (พระอินทร์) ถึงความเป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่าเทวดาทั้งหลายด้วยความไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท ส่วนความประมาทถูกติเตียนทุกเมื่อ
๒๒๑.
๒๒๑.
ทานํ [Pg.399] สีลํ ปริจฺจาคํ,อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ;
อ-โกธํ อ-วิหึสญฺจ,ขนฺตีจ อ-วิโรธนํ.
ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ตบะ ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ขันติ และความไม่พิโรธ
๒๒๒.
๒๒๒.
อิจฺเจเต กุสเล ธมฺเม,ฐิเต ปสฺสามิ อตฺตนิ;
ตโต เม ชายเต ปีติ,โสมนสฺสญฺจนปฺปกํ.
เราเห็นกุศลธรรมเหล่านี้ตั้งมั่นอยู่ในตน เพราะเหตุนั้น ปีติและโสมนัสอันไม่น้อยย่อมเกิดขึ้นแก่เรา
๒๒๓.
๒๒๓.
นนุ [Pg.402] เตเยว สนฺตา โน,สาครา น กุลาจลา;
มนํปิ มริยาทํ เย,สํวฏฺเฏปิ ชหนฺติ โน.
พวกท่านเหล่านั้นเป็นสัตบุรุษมิใช่หรือ มิใช่ทะเล มิใช่ภูเขาใหญ่ ผู้ซึ่งไม่ละทิ้งขอบเขตแห่งใจแม้ในคราวที่โลกพินาศ
๒๒๔.
๒๒๔.
น [Pg.403] ปุปฺผ-คนฺโธ ปฏิวาตเมติ,น จนฺทนํ ตคฺคร มลฺลิกา วา;
สตญฺจ คนฺโธ ปฏิวาตเมติ,สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ.
กลิ่นดอกไม้หอมทวนลมไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นจันทน์ กฤษณา หรือมะลิ แต่กลิ่นของสัตบุรุษย่อมหอมทวนลมไปได้ สัตบุรุษย่อมฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ
๒๒๕.
๒๒๕.
เตปิ [Pg.405] โลก-หิตา สตฺตา,สูริโย จนฺทิมา อปิ;
อตฺถํ ปสฺส คมิสฺสนฺติ,นิยโม เกน ลงฺฆเต.
แม้สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นประโยชน์แก่โลกเหล่านั้น ตลอดจนพระอาทิตย์และพระจันทร์ ก็ย่อมถึงความดับไป จงดูเถิด ใครเล่าจะล่วงพ้นกฎเกณฑ์นี้ไปได้
๒๒๖.
๒๒๖.
สตฺถา [Pg.406] เทว-มนุสฺสานํ,วสี โสปิ มุนิสฺสโร;
คโตว นิพฺพุตึ สพฺเพ,สงฺขารา น หิ สสฺสตา.
แม้พระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ทรงอำนาจ ผู้เป็นจอมมุนีนั้น ก็เสด็จปรินิพพานไปแล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงแท้เลย
๒๒๗.
๒๒๗.
กเรยฺย [Pg.407] กุสลํ สพฺพํ,สิวํ นิพฺพานมาวหํ;
สเรยฺยอ อ-นิจฺจํ ขนฺธํ,นิพฺพิทา-ญาณ-โคจรํ.
พึงทำกุศลทั้งปวงอันนำมาซึ่งความเกษมคือพระนิพพาน พึงระลึกถึงขันธ์อันไม่เที่ยง อันเป็นอารมณ์แห่งนิพพิทาญาณ
๒๒๘.
๒๒๘.
ยาตานุยายี [Pg.408] จ ภวาหิ มาณว,อลฺลญฺจ ปาณึ ปริวชฺชยสฺสุ;
มา จสฺสุ มิตฺเตสุ กทาจิ ทุพฺภิ,มา จ วสํ อ-สตีนํ คจฺฉ.
ดูก่อนมาณพ ท่านจงเป็นผู้ตามรอยเท้า (ผู้มีคุณ) จงเว้นการประทุษร้ายต่อมืออันชุ่ม (ผู้มีพระคุณ) อย่าได้ประทุษร้ายมิตรในกาลไหนๆ และอย่าได้ตกอยู่ในอำนาจของหญิงผู้ไม่ซื่อสัตย์
๒๒๙.
๒๒๙.
อ-สนฺธวํ [Pg.411] นาปิ จ ทิฏฺฐ-ปุพฺพํ,โย อาสเนนาปิ นิมนฺตเยยฺย;
ตสฺเสว อตฺถํ ปุริโส กเรยฺย,ยาตานุยายีติตมาหุปณฺฑิตา.
ผู้ใดพึงเชื้อเชิญด้วยอาสนะต่อผู้ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หรือไม่เคยเห็นกันมาก่อน บุรุษพึงทำประโยชน์แก่ผู้นั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้ตามรอยเท้า (ผู้มีคุณ)
๒๓๐.
๒๓๐.
ยสฺเสกรตฺติปิ [Pg.412] ฆเร วเสยฺย,ยตฺถนฺน-ปานํ ปุริโส ลเภยฺย;
น ตสฺส ปาปํ มนสาปิ จินฺเตยฺย,อ-ทุพฺภ-ปาณิ ทหเต มิตฺต-ทุพฺโภ.
บุรุษพึงได้อาหารและน้ำในเรือนของบุคคลใด แม้เพียงคืนเดียว ไม่พึงคิดร้ายต่อบุคคลนั้นแม้ด้วยใจ ผู้ประทุษร้ายมิตรย่อมเผาผลาญมืออันไม่ประทุษร้ายของตน
ตตีย สาธุนร
สัตบุรุษที่สาม
๒๓๑.
๒๓๑.
ยสฺส [Pg.414] รุกฺขสฺส ฉายาย,นิสีเทยฺย สเยยฺย วา;
น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย,มิตฺต-ทุพฺโภ หิ ปาปโก.
บุคคลนั่งหรือนอนในร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงหักกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนชั่ว
จตุตฺถ สาธุนร
สัตบุรุษที่สี่
๒๓๒.
๒๓๒.
ปุณฺณํปิ [Pg.415] เจ มํ ปถวึ ธเนน,ทชฺชิตฺถิยา ปุริโส สมฺมตาย;
สทฺธา ขณํ อติมญฺเญยฺย ตํปิ,ตาสํ วสํ อ-สตีนํ น คจฺเฉ.
แม้บุรุษพึงให้แผ่นดินที่เต็มด้วยทรัพย์แก่หญิงที่ตนรัก หญิงนั้นก็ยังดูหมิ่นบุรุษนั้นได้ในชั่วขณะ เพราะฉะนั้น ไม่พึงตกอยู่ในอำนาจของหญิงผู้ไม่ซื่อสัตย์เหล่านั้น
๒๓๓.
๒๓๓.
เอวํ [Pg.417] โข ยาตํ อนุยายี โหติ,อลฺลญฺจ ปาณึ ทหเต ปุเนวํ;
อ-สตี จ สา โส ปน มิตฺตํ-ทุพฺโภ,โส ธมฺมิโก โหหิ ชหสฺสุ อ-ธมฺมํ.
ผู้ตามรอยเท้า (ผู้มีคุณ) ย่อมเป็นเช่นนี้แล ส่วนผู้ประทุษร้ายมิตรย่อมเผาผลาญมืออันชุ่มของตน หญิงนั้นเป็นผู้ไม่ซื่อสัตย์ และผู้นั้นเป็นผู้ประทุษร้ายมิตร ท่านจงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม จงละอธรรมเสีย
กายขมนีย-นิทฺเทส
การแสดงธรรมว่าด้วยความสบายกาย
๒๓๔.
๒๓๔.
อภิวาทน-สีลิสฺส[Pg.420],นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน;
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ,อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ.
ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติกราบไหว้ และประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์
๒๓๕. ปญฺจิเม [Pg.421] ภิกฺขเว ธมฺมา อายุสฺสา, กตเม ปญฺจ. สปฺปาย-การี โหติ. สปฺปาเยจ มตฺตํ ชานาติ. ปริณตฺตโภชี จ โหติ. กาล-จารี จ, พฺรหฺม-จารีจ. อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ ธมฺมา อายุสฺสาติ.
๒๓๕. ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ทำสิ่งที่สบาย รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย บริโภคอาหารที่ย่อยง่าย เป็นผู้ประพฤติในกาลอันควร และเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แลเป็นเหตุให้อายุยืน
๒๓๖. ปญฺจิเม [Pg.424] ภิกฺขเว ธมฺมา อายุสฺสา, กตเม ปญฺจ. สปฺปาย-การี โหติ. สปฺปาเยจ มตฺตํ ชานาติ. ปริณตโภชีจโหติ. สีลวาจ, กลฺยาณ มิตฺโตจ. อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ ธมฺมา อายุสฺสาติ.
๒๓๖. ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ทำสิ่งที่สบาย รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย บริโภคอาหารที่ย่อยง่าย เป็นผู้มีศีล และเป็นผู้มีกัลยาณมิตร ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แลเป็นเหตุให้อายุยืน
๒๓๗.
๒๓๗.
ปญฺจ-สีลํ [Pg.427] สมาทาย,สมํ กตฺวา ทิเน ทิเน;
สติมา ปญฺญวา หุตฺวา,จเร สพฺพิริยาปเถ.
พึงสมาทานศีล ๕ ให้สม่ำเสมอในทุกๆ วัน เป็นผู้มีสติ มีปัญญา ประพฤติชอบในอิริยาบถทั้งปวง
๒๓๘. ปญฺจิเม [Pg.428] ภิกฺขเว จงฺกเม อานิสํสา, กตเม ปญฺจ, อทฺธานกฺขโม โหติ. ปธานกฺขโม โหติ. อปฺปาพาโธ โหติ. อสิตํปีตํขายิตํสายิตํ สมฺมา ปริณามํ คจฺฉติ. จงฺกมาธิคโต สมาธิ จิรฏฺฐิติโก โหติ. อิเมโข ภิกฺขเว ปญฺจ จงฺกเม อานิ สํสาติ.
๒๓๘. ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการจงกรม ๕ ประการนี้เป็นไฉน คือ เป็นผู้ทนต่อการเดินทางไกล เป็นผู้ทนต่อความเพียร เป็นผู้มีอาพาธน้อย อาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้ว ย่อมย่อยไปได้ดี สมาธิที่ได้จากการจงกรมย่อมตั้งอยู่ได้นาน ภิกษุทั้งหลาย นี้แลคืออานิสงส์ในการจงกรม ๕ ประการ
๒๓๙.
๒๓๙.
ปริสฺสาวน-ทานญฺจ[Pg.431],อาวาส-ทานเมว จ;
คิลาน-วตฺถุ-ทานญฺจ,ทาตพฺพํ มนุชาธิป.
ดูก่อนจอมมนุษย์ พึงให้เครื่องกรองน้ำ พึงให้อาวาส และพึงให้เภสัชบริขารสำหรับคนไข้
๒๔๐.
๒๔๐.
กาตพฺพํ [Pg.432] ชิณฺณกาวาสํ,ปฏิสงฺขรณํ ตถา;
ปญฺจ-สีล-สมาทานํ,กตฺวา ตํ สาธุ-รกฺขิตํ;
อุโปสโถปวาโส จ,กาตพฺโพโปสเถ อิติ.
พึงซ่อมแซมอาวาสที่เก่าคร่ำคร่า พึงสมาทานศีล ๕ และรักษาศีลนั้นให้ดี และพึงรักษาอุโบสถในวันอุโบสถ
๒๔๑.
๒๔๑.
อติ-โภตฺตา [Pg.434] โรค-มูลํ,อายุกฺขยํ กโรติ เว;
ตสฺมา ตํ อติ-ภุตฺตึว,ปริหเรยฺย ปณฺฑิโต.
การบริโภคมากเกินไปเป็นมูลเหตุของโรค และทำให้อายุสิ้นไป เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงเว้นการบริโภคที่มากเกินไปนั้น
๒๔๒.
๒๔๒.
อ-ชิณฺเณ [Pg.435] โภชนํ วิสํ,ทุลฺลทฺเธ อ-วิจารเก;
ชิณฺเณ สุ-ลทฺเธ วิจาเร,น วชฺชํ สพฺพ-โภชนํ.
เมื่ออาหารยังไม่ย่อย การบริโภคเข้าไปอีกย่อมเป็นพิษ เมื่อได้อาหารมาโดยไม่ชอบและไม่พิจารณาก็เป็นโทษ แต่เมื่ออาหารย่อยแล้ว ได้มาโดยชอบ และพิจารณาแล้ว อาหารทุกอย่างย่อมไม่เป็นโทษ
๒๔๓.
๒๔๓.
จตฺตาโร [Pg.437] ปญฺจ อาโลเป,อาภุตฺวา อุทกํ ปิเว;
อลํ ผาสุ-วิหาราย;
ปหิตตฺตสฺส ภิกฺขุโน.
ภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว พึงฉันอาหาร (เหลืออีก) ๔-๕ คำ (จะอิ่ม) แล้วดื่มน้ำ ก็พอเพียงเพื่อการอยู่สำราญ.
๒๔๔.
๒๔๔.
มนุชสฺส [Pg.438] สทา สติมโต,มตฺตํ ชานโต ลทฺธ-โภชนํ;
ตนุกสฺส ภวนฺติ เวทนา,สนิกํ ชีรติ อายุ ปาลยํ.
เวทนาทั้งหลายย่อมเบาบางแก่คนผู้มีสติอยู่เสมอ ผู้รู้ประมาณในโภชนะที่ได้มาแล้ว เขาย่อมแก่ช้าลง และรักษาอายุไว้ได้.
๒๔๕.
๒๔๕.
ครูนํ [Pg.440] อฑฺฒ-โสหิจฺจํ,ลหูนํ นาติ-กิตฺติยา;
มตฺตา-ปมาณํ นิทฺทิฏฺฐํ,สุขํ ชีรติ ตาวตา.
การบริโภคอาหารหนักเพียงครึ่งท้อง การบริโภคอาหารเบาไม่ให้มากเกินไป นี้คือประมาณที่กำหนดไว้ เขาย่อมแก่ช้าและเป็นสุขด้วยเหตุนั้น.
๒๔๖.
๒๔๖.
โตยาภาเว [Pg.441] ปิปาสตฺตา,ขณา ปาเณหิ มุจฺจเต;
ตสฺมา สพฺพาสุวตฺถาสุ,เทยฺยํ วารึ ปิปาสเย.
เพราะขาดน้ำ ผู้ที่หิวกระหายย่อมสิ้นชีวิตได้ในชั่วขณะ เพราะฉะนั้น ในทุกสถานการณ์ พึงให้น้ำแก่ผู้ที่หิวกระหาย.
๒๔๗.
๒๔๗.
สีโตทกํ [Pg.442] ปโย ขุทฺทํ,ฆตเมเกกโส ทฺวิโส;
ติสฺโส สมคฺคมถ วา,ปเค ปิตํ ยุวตฺตทํ.
น้ำเย็น นม น้ำผึ้ง และเนยใส จะดื่มอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสองอย่าง หรือสามอย่างรวมกันในตอนเช้า ย่อมทำให้คงความเป็นหนุ่มสาว.
๒๔๘.
๒๔๘.
อนฺนํ [Pg.444] พฺรหฺมา รเส วิณฺหุ,ภุตฺเต เจว มเหสโร;
เอวํ ญตฺวาตุ โย ภุญฺเช,อนฺน-โทสํ น ลิมฺปเต.
ข้าวคือพระพรหม รสคือพระวิษณุ เมื่อบริโภคแล้วคือพระมเหศวร ผู้ใดรู้เช่นนี้แล้วบริโภค ย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยโทษแห่งอาหาร.
๒๔๙.
๒๔๙.
กตฺติกสฺสนฺติโม [Pg.445] ภาโค,ยํ จาโท มิค-มาสโช;
ตาวุโภ ยม-ทาฐาขฺโย,ลฆฺวาหาโรว ชีวติ.
ช่วงท้ายของเดือนกัตติกะ และช่วงต้นของเดือนมิคสิระ ทั้งสองช่วงนี้เรียกว่า ยมทาฐา (เขี้ยวของพญายม) ผู้บริโภคอาหารเบาย่อมมีชีวิตรอดอยู่ได้.
๒๕๐.
๒๕๐.
สตฺถานุกุล-จริยา[Pg.447],จิตฺตญฺญาวสวตฺตินา;
พุทฺธิ-รกฺขิลิตตฺเถน,ปริปุณฺณํ รสายนํ.
การประพฤติคล้อยตามตำรา การไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิต และการรักษาปัญญาไว้ได้ เป็นยาอายุวัฒนะที่สมบูรณ์.
๒๕๐.
๒๕๐.
อ-ชาติยา [Pg.448] อ-ชาตานํ,ชาตานํ วินิวตฺติยา;
โรคานํ โย วิธิ ทิฏฺโฐ,ตํ สุขตฺถี สมาจเร.
วิธีใดที่เห็นว่าเพื่อความไม่เกิดแห่งโรคที่ยังไม่เกิด และเพื่อการระงับโรคที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ปรารถนาความสุขพึงประพฤติตามวิธีนั้น.
๒๕๒.
๒๕๒.
อาโรคฺยํ [Pg.449] ปรมา ลาภา,สนฺตุฏฺฐิ ปรมํ ธนํ;
วิสฺสาสา ปรมา ญาติ,นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ.
ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.
ปกิณฺณก-นิทฺเทส
การแสดงหมวดเบ็ดเตล็ด.
๒๕๓.
๒๕๓.
กุมุทํ [Pg.460] โก ปโพธยิ,นาโถ รวินฺทุ ปณฺฑิโต;
กมลํ โก กุมุทํ โก,นรปํ โก ปโพธยิ.
ใครทำให้ดอกบัวสายบาน? พระอาทิตย์ พระจันทร์ และบัณฑิตเป็นที่พึ่ง ใครทำให้ดอกบัวหลวงบาน ใครทำให้ดอกบัวสายบาน ใครทำให้พระราชาตื่น?
๒๕๔.
๒๕๔.
จิตฺเตน [Pg.462] นิยฺยติ โลโก,จิตฺเตน ปริกสฺสติ;
จิตฺตสฺส เอก-ธมฺมสฺส,สพฺเพว วสมนฺวคู.
โลกถูกจิตนำไป โโลกถูกจิตฉุดคร่าไป สรรพสัตว์ทั้งปวงย่อมไปสู่อำนาจแห่งธรรมอย่างเดียวคือจิต.
๒๕๕.
๒๕๕.
สมโณ [Pg.464] ราชานุราชา,เสนาปติ มหา-มตฺโต;
ธมฺมฏฺโฐ ปณฺฑิโต ทิสฺวา,ปจฺจกฺขตฺถํ น การิยา.
สมณะ พระราชาและพระอนุราชา เสนาบดี และมหาอำมาตย์ เมื่อเห็นบัณฑิตผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว ไม่พึงกระทำสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์.
๒๕๖.
๒๕๖.
ทีโป [Pg.465] นว-ทิสํ เตโช,น เหฏฺฐา จ ตถา สกํ;
ปร-วชฺชํ วิทู ปสฺเส,สก-วชฺชํปิ ปสฺสตุ.
แสงประทีปส่องสว่างไป ๙ ทิศ แต่ไม่ส่องลงข้างล่างและไม่ส่องดูตัวเองฉันใด ผู้รู้เห็นโทษของผู้อื่น ก็พึงเห็นโทษของตนเองด้วยฉันนั้น.
๒๕๗.
๒๕๗.
ส-ผลํ [Pg.467] ปณฺฑิโต โลเก,ส-การณํ วจํ ภเณ;
อ-การณํผลํ พาโล,อิทํ อุภย-ลกฺขณํ.
ในโลกนี้ บัณฑิตย่อมกล่าววาจาที่มีผลและมีเหตุผล ส่วนคนพาลย่อมกล่าววาจาที่ไร้เหตุผลและไร้ผล นี้คือลักษณะของคนทั้งสองนั้น.
๒๕๘.
๒๕๘.
ตสฺส [Pg.468] วาจาย ชาเนยฺย,กุฏิลํ พาล-ปณฺฑิตํ;
วาจา-รูปํ มิตฺตํ กเร,วาจา-รูปํ ธุวํ ชเห.
พึงรู้คนคด คนพาล และบัณฑิตได้ด้วยวาจาของเขา พึงผูกมิตรด้วยวาจา และพึงละทิ้ง (คนไม่ดี) ด้วยวาจาเป็นแน่.
๒๕๙.
๒๕๙.
ทุจฺจินฺติตสฺส [Pg.470] จินฺตา จ,ทุพฺภาสิตสฺส ภาสนา;
ทุกฺกมฺมสฺส กตญฺจาติ,เอตํ พาลสฺส ลกฺขณํ.
การคิดสิ่งที่คิดชั่ว การพูดสิ่งที่พูดชั่ว และการทำสิ่งที่ทำชั่ว นี้คือลักษณะของคนพาล.
๒๖๐.
๒๖๐.
สุ-จินฺติตสฺส [Pg.471] จินฺตา จ,สุ-ภาสิตสฺส ภาสนา;
สุ-กมฺมสฺส กตญฺจาติ,เอตํ ธีรสฺส ลกฺขณํ.
การคิดสิ่งที่คิดดี การพูดสิ่งที่พูดดี และการทำสิ่งที่ทำดี นี้คือลักษณะของปราชญ์.
๒๖๑.
๒๖๑.
อ-นยํ [Pg.473] นยติ ทุมฺเมโธ,อ-ธุรายํ นิ-ยุญฺชติ;
ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ,สมฺมา วุตฺโต ปกุปฺปติ;
วินยํ โส น ชานาติ,สาธุ ตสฺส อ-ทสฺสนํ.
คนมีปัญญาทรามย่อมนำไปในทางที่ผิด ย่อมประกอบในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำที่ผิดกลับเห็นว่าดีกว่า เมื่อถูกว่ากล่าวโดยชอบก็โกรธ เขาไม่รู้จักระเบียบวินัย การไม่พบเห็นคนเช่นนั้นเป็นความดี.
๒๖๒.
๒๖๒.
นยํ [Pg.476] นยติ เมธาวี,อ-ธุรายํ น ยุญฺชติ;
สุ-นโย เสยฺยโส โหติ,สมฺมา วุตฺโต น กุปฺปติ;
วินยํ โส ปชานาติ,สาธุ เตน สมาคโม.
ผู้มีปัญญาย่อมนำไปในทางที่ถูก ย่อมไม่ประกอบในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำที่ถูกย่อมดีกว่า เมื่อถูกว่ากล่าวโดยชอบก็ไม่โกรธ เขาย่อมรู้จักระเบียบวินัย การสมาคมกับคนเช่นนั้นเป็นความดี.
๒๖๓.
๒๖๓.
อ-นายกา [Pg.479] วินสฺสนฺติ,นสฺสนฺติ พหุ-นายกา;
ถี-นายกา วินสฺสนฺติ,นสฺสนฺติ สุสุ-นายกา.
หมู่ชนที่ไม่มีผู้นำย่อมพินาศ ที่มีผู้นำมากก็พินาศ ที่มีสตรีเป็นผู้นำก็พินาศ ที่มีผู้นำเป็นเด็กก็พินาศ.
๒๖๔.
๒๖๔.
เชฏฺโฐ [Pg.481] กมฺเมสุ นีจานํ,ชานํชานํว อาจเร;
อ-ชาเนวํ กเร ชานํ,นีโจ เอติ ภยํ ปิยํ.
ผู้เป็นใหญ่ในกิจการของคนต่ำทราม พึงประพฤติตนอย่างผู้รู้แจ้ง ผู้รู้ไม่พึงทำเป็นเหมือนไม่รู้ คนต่ำทรามย่อมประสบภัยอันเป็นที่รัก.
๒๖๕.
๒๖๕.
กมฺมํ [Pg.482] ทุชฺชน-สารุปฺปํ,ทุธา สุชน-สารุปฺปํ;
ทุชฺชนํ เตสุ ทุกฺกมฺเม,สุ-กมฺเม สุชนํ อิจฺเฉ.
การงานที่เหมาะกับคนชั่ว และการงานที่เหมาะกับคนดีมีสองอย่าง พึงต้องการคนชั่วในงานที่ชั่ว และพึงต้องการคนดีในงานที่ดี.
๒๖๖.
๒๖๖.
ปณฺฑิโต [Pg.484] เวรี พาโล จ,ทุชฺชโย พาล-เวริโต;
ปณฺฑิตํ-เวรี ปมาเทน,น ตํ ชโย หิ สพฺพทา.
บัณฑิตที่เป็นศัตรูและคนพาลที่เป็นศัตรู คนพาลที่เป็นศัตรูนั้นชนะได้ยาก ส่วนบัณฑิตที่เป็นศัตรูอาจชนะได้เพราะความประมาท (ของเขา) แต่จะชนะเขาตลอดไปนั้นไม่ได้เลย.
๒๖๗.
๒๖๗.
คุยฺหสฺส [Pg.485] หิ คุยฺหเมว สาธุ,น หิ คุยฺหสฺส ปสตฺถมาวิ-กมฺมํ;
อ-นิปฺผนฺนตาย สเหยฺย ธีโร,นิปฺผนฺนตฺโถว ยถา-สุขํ ภเณยฺย.
ความลับนั้นแล พึงเก็บงำไว้เป็นความลับจึงจะดี การเปิดเผยความลับไม่เป็นที่สรรเสริญเลย ผู้มีปัญญาพึงอดทนไว้จนกว่างานจะสำเร็จ เมื่อสำเร็จประโยชน์แล้วจึงค่อยพูดตามสบาย.
๒๖๘.
๒๖๘.
คุยฺหมตฺถํ [Pg.486] น วิวเรยฺย,รกฺเขยฺย นํ ยถา นิธึ;
น หี ปาตุกโต สาธุ,คุยฺโห อตฺโถ ปชานตา.
ไม่พึงเปิดเผยเรื่องที่เป็นความลับ พึงรักษาความลับนั้นไว้เหมือนรักษาขุมทรัพย์ เพราะความลับที่เปิดเผยแล้ว ย่อมไม่ดีแก่ผู้รู้เลย.
๒๖๙.
๒๖๙.
ถิยา [Pg.487] คุยฺหํ น สํเสยฺย,อ-มิตฺตสฺส จ ปณฺฑิโต;
โย จามิเสน สํหีโร,หทย-ตฺเถโน จ โย นโร.
บัณฑิตไม่พึงบอกความลับแก่สตรี แก่ศัตรู แก่ผู้ที่ถูกอามิสชักจูง และแก่ผู้ที่ลอบขโมยใจ.
๒๗๐.
๒๗๐.
วิวิจฺจ [Pg.489] ภาเสยฺย ทิวา รหสฺสํ,รตฺตึ คิรํ นาติ-เวลํ ปมุญฺเจ;
อุปสฺสุติกา หิ สุณนฺติ มนฺตํ,ตสฺมา หิ มนฺโต ขิปฺปมุเปติ เภทํ.
พึงพูดความลับในที่สงัดในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนไม่พึงเปล่งวาจาให้ดังเกินไป เพราะพวกแอบฟังย่อมได้ยินความลับนั้น เพราะเหตุนั้น ความลับจึงแตกได้โดยเร็ว.
๒๗๑.
๒๗๑.
น [Pg.491] ปกาสติ คุยฺหํ โย,โส คุยฺหํ ปฏิคุยฺหติ;
ภเยสุ น ชเห กิจฺเจ,สุ-มิตฺโตนุจโร ภเว.
ผู้ใดไม่เปิดเผยความลับ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมปกปิดความลับไว้ ในยามมีภัยไม่พึงละทิ้งหน้าที่ พึงเป็นกัลยาณมิตรและเป็นผู้ติดตามที่ดี.
๒๗๒.
๒๗๒.
กโรติ [Pg.492] ทุกฺกรํ สาธุํ,อุชุํ ขมติ ทุกฺขมํ;
ทุทฺททํ สามํ ททาติ,โย สุ-มิตฺโต หเว ภเว.
ผู้ใดเป็นมิตรแท้ในภพ พึงทำสิ่งที่ทำได้ยากให้สำเร็จ อดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยากอย่างซื่อตรง และให้สิ่งที่ให้ได้ยากด้วยตนเอง
๒๗๓.
๒๗๓.
ปิย-วาจา [Pg.494] สทา มิตฺโต,ปิย-วตฺถุํ น ยาจนา;
อิจฺฉาคเตน ทาเนน,สุ-ทฬฺโห สุ-ปฺปิโย หเว;
ตทงฺคโต จ หีเนน,อ-ปฺปิโย ภิชฺชโน ภเว.
มิตรย่อมมีวาจาอันเป็นที่รักเสมอ ไม่ขอสิ่งอันเป็นที่รัก ย่อมเป็นที่รักและมั่นคงยิ่งด้วยการให้ตามความปรารถนา แต่หากเสื่อมจากคุณสมบัตินั้น ย่อมเป็นผู้ไม่เป็นที่รักและแตกแยกกัน
๒๗๔.
๒๗๔.
เทหีติ [Pg.496] ยาจเน หิรี,สิรี จ กาย-เทวตา;
ปลายนฺติ สิริจฺฉิโต,น ยาเจ ปร-สนฺตกํ.
เมื่อขอว่า 'จงให้' ความละอาย สิริ และเทวดาประจำกาย ย่อมหนีไปจากผู้ปรารถนาสิริ ดังนั้น ไม่พึงขอของของผู้อื่น
๒๗๕.
๒๗๕.
สฺวาโน [Pg.497] ลทฺธาน นิมฺมํสํ,อฏฺฐึ ตุฏฺโฐ ปโมทติ;
สกนฺติกํ มิคํ สีโห,หิตฺวา หตฺถึนุธาวติ.
สุนัขได้กระดูกที่ไม่มีเนื้อ ย่อมยินดีร่าเริง ส่วนราชสีห์ละทิ้งเนื้อ (เหยื่อ) ที่อยู่ใกล้ตัว แล้ววิ่งไล่ตามช้าง
๒๗๖.
๒๗๖.
เอวํ [Pg.499] ฉนฺทานุรูเปน,ชโน อาสีสเต ผลํ;
มหา ฉนฺทา มหนฺตํว,หีนํว หีน-ฉนฺทกา.
ด้วยประการฉะนี้ ชนย่อมหวังผลตามความพอใจของตน ผู้มีความพอใจมากย่อมหวังสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผู้มีความพอใจต่ำย่อมหวังสิ่งที่ต่ำ
๒๗๗.
๒๗๗.
นานา-ฉนฺทา [Pg.501] มหาราช,เอกาคาเร วสามเส;
อหํ คาม-วรํ อิจฺเฉ,พฺราหฺมณี จ ควํ สตํ.
ข้าแต่พระมหาราช พวกเราอาศัยอยู่ในเรือนเดียวกันแต่มีความปรารถนาต่างกัน ข้าพเจ้าปรารถนาหมู่บ้านอันประเสริฐ ส่วนนางพราหมณีปรารถนาแม่โคหนึ่งร้อยตัว
๒๗๘.
๒๗๘.
ปุตฺโต [Pg.502] จ อาชญฺญ-รถํ,กญฺญา จ มณิ-กุณฺฑลํ;
ยา เจสา ปุณฺณกา ชมฺมี,อุชุกฺขลํภิ-กงฺขติ.
ส่วนบุตรปรารถนารถม้าอาชาไนย ส่วนธิดาปรารถนาตุ้มหูแก้วมณี ส่วนนางปุณณิกาผู้ต่ำทรามนั้น ปรารถนาครกตำข้าว
๒๗๙.
๒๗๙.
ฐานํ [Pg.504] มิตฺเต ธเน กมฺเม,สตุสฺสาเห สุ-ลพฺภิตํ;
ตํ ทฬฺหํ ทุกฺกรํ กเร,ปญฺญา-สติ-สมาธินา.
ฐานะในมิตร ในทรัพย์ และในการงาน อันบุคคลผู้มีความอุตสาหะพึงได้โดยง่าย พึงทำให้ฐานะนั้นมั่นคงและทำได้ยาก (ที่จะทำลาย) ด้วยปัญญา สติ และสมาธิ
๒๘๐.
๒๘๐.
เภสชฺเช [Pg.505] วิหิเต สุทฺธ,พุทฺธาทิ-รตนตฺตเย;
ปสาทมาจเร นิจฺจํ,สชฺชเน ส-คุเณปิ จ.
พึงแสดงความเลื่อมใสเป็นนิตย์ในยาที่จัดเตรียมไว้อย่างบริสุทธิ์ ในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น และในสัตบุรุษผู้มีคุณธรรม
๒๘๑.
๒๘๑.
ราชา [Pg.507] รฏฺเฐน ธาตุโส,พาโล ปาเปหิ ทุมฺมโน,อลงฺกาเรน อิตฺถีปิ,กาเมหิ จ น ตปฺปติ.
พระราชาไม่รู้จักอิ่มด้วยแว่นแคว้น คนพาลผู้มีใจชั่วไม่รู้จักอิ่มด้วยบาป แม้สตรีก็ไม่รู้จักอิ่มด้วยเครื่องประดับ และไม่รู้จักอิ่มด้วยกามทั้งหลาย
๒๘๒.
๒๘๒.
อปฺปิจฺโฉ [Pg.508] จ ธุตงฺเคน,อารทฺโธ วีริเยน หิ;
วิสารโท ปริสาย,ปริจฺจาเคน ทายโก;
สวเนน สุ-ธมฺมํปิ,น ตปฺปติว ปณฺฑิโต.
บัณฑิตผู้มีความปรารถนาน้อยด้วยธุดงค์ ผู้ปรารภความเพียรด้วยวิริยะ ผู้แกล้วกล้าในบริษัท ผู้เป็นทายกด้วยการบริจาค และแม้ด้วยการฟังพระสัทธรรม ย่อมไม่รู้จักอิ่ม
๒๘๓.
๒๘๓.
เชฏฺฐสฺส [Pg.510] สิตํ หสิตํ,มชฺฌสฺส มธุรสฺสรํ;
โลเก อํส-สิโร-กมฺปํ,ชมฺมสฺส อป-หสฺสิตํ;
เอเตสํ อติ-หสฺสิตํ,หาโส โหติ ยถากฺกมํ.
การยิ้มแย้มเป็นของคนผู้ใหญ่ การหัวเราะมีเสียงไพเราะเป็นของคนปานกลาง การหัวเราะจนไหล่และศีรษะสั่นเป็นของคนทั่วไป การหัวเราะจนน่าเกลียดเป็นของคนต่ำทราม และการหัวเราะจนเกินงามของคนเหล่านี้ ย่อมเป็นลำดับของการหัวเราะ
๒๘๔.
๒๘๔.
นตฺถิ [Pg.513] ทุฏฺเฐ นโย อตฺถิ,น ธมฺโม น สุ-ภาสิตํ;
นิกฺกมํ ทุฏฺเฐ ยุญฺเชยฺย,โส หิ สพฺภึ น รญฺชติ.
ในคนชั่วไม่มีอุบาย ไม่มีธรรม ไม่มีสุภาษิต ไม่พึงใช้ความพยายามกับคนชั่ว เพราะเขาไม่ยินดีในสัตบุรุษ
๒๘๕.
๒๘๕.
ทุลฺลภํ [Pg.515] ปกตึ วาจํ,ทุลฺลโภ เขมโก สุโต;
ทุลฺลภา สทิสี ชายา,ทุลฺลโภ ส-ชโน ปิโย.
วาจาที่เป็นปกติ (จริงใจ) หายาก บุตรผู้ยังความเกษมให้เกิดหายาก ภรรยาที่มีศรัทธาเสมอกันหายาก ญาติผู้เป็นที่รักหายาก
๒๘๖.
๒๘๖.
ธโช [Pg.516] รถสฺส ปญฺญาณํ,ธูโม ปญฺญาณมคฺคิโน;
ราชา รฏฺฐสฺส ปญฺญาณํ,ภตฺตา ปญฺญาณมิตฺถิยา.
ธงเป็นเครื่องหมายของรถ ควันเป็นเครื่องหมายของไฟ พระราชาเป็นเครื่องหมายของแว่นแคว้น สามีเป็นเครื่องหมายของสตรี
๒๘๗.
๒๘๗.
ทุนฺนาริยา [Pg.518] กุลํ สุทฺธํ,ปุตฺโต นสฺสติ ลาลนา;
สมิทฺธิ อ-นยา พนฺธุ,ปวาสา มทนา หิรี.
ตระกูลที่บริสุทธิ์ย่อมพินาศเพราะสตรีชั่ว บุตรย่อมเสียคนเพราะการตามใจ ความเจริญย่อมพินาศเพราะความประพฤติไม่ดี ญาติย่อมพินาศเพราะการอยู่ต่างถิ่น ความละอายย่อมพินาศเพราะความมัวเมา
๒๘๘.
๒๘๘.
มาตา [Pg.520] ปิตา จ ปุตฺตานํ,โนวาเท พหุ-สาสนฺนํ;
ปณฺฑิตา มาตโร อปฺปํ,วเทยฺยุํ วชฺช-ทีปนํ.
มารดาและบิดาไม่พึงพร่ำสอนบุตรทั้งหลายให้มากนัก แต่มารดาผู้เป็นบัณฑิตพึงกล่าวเพียงเล็กน้อยเพื่อชี้ให้เห็นโทษ
๒๘๙.
๒๘๙.
ลาฬเย [Pg.522] ปญฺฉ-วสฺสานิ,ทส-วสฺสานิ ตาฬเย;
ปตฺเต ตุ โสฬเส วสฺเส,ปุตฺตํ มิตฺตํวทาจเร.
พึงทะนุถนอมบุตรตลอดห้าปี พึงเฆี่ยนตีสั่งสอนตลอดสิบปี เมื่อบุตรอายุครบสิบหกปี พึงปฏิบัติต่อเขาดุจมิตร
๒๙๐.
๒๙๐.
ลาลเน [Pg.523] ธีตรํ โทสา,ปาลเน พหโว คุณา;
ธีตุยา กิริยํ นิจฺจํ,ปสฺสนฺตุ สุฏฺฐุ มาตโร.
การตามใจธิดามีโทษ การเฝ้าดูแลมีคุณมาก มารดาทั้งหลายพึงเฝ้าดูความประพฤติของธิดาให้ดีเป็นนิตย์
อิติ [Pg.525] ปกิณฺณก-นิทฺเทโส นาม
จบปกิณณกนิเทศเพียงเท่านี้
สตฺตมา ปริจฺเฉโท.
ปริจเฉทที่ ๗
สีล-นิทฺเทส
สีลนิเทศ
๒๙๑.
๒๙๑.
ปมาทํ [Pg.526] ภยโต ทิสฺวา,อ-ปฺปมาทญฺจ เขมโต;
ภาเวถ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ,เอสา พุทฺธานุสาสนี.
เมื่อเห็นความประมาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่ประมาทโดยความเป็นธรรมอันเกษม พึงเจริญมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
๒๙๒.
๒๙๒.
หีเนน [Pg.528] พฺรหฺม-จริเยน,ขตฺติเย อุปปชฺชติ;
มชฺฌิเมน จ เทวตฺตํ,อุตฺตเมน วิ-สุชฺฌติ.
ด้วยพรหมจรรย์อย่างต่ำ ย่อมเข้าถึงความเป็นกษัตริย์ ด้วยพรหมจรรย์อย่างกลาง ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดา ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูง ย่อมบริสุทธิ์
ก.
ก.
นคเร [Pg.532] พนฺธุมติยา,พนฺธุมา นาม ขตฺติโย;
ทิวเส ปุณฺณมาย โส,อุปคจฺฉิ อุโปสถํ.
ในพระนครพันธุมดี มีกษัตริย์พระนามว่าพันธุมะ ในวันเพ็ญนั้น พระองค์ได้ทรงสมาทานอุโบสถ
ข.
ข.
อหํ เตน สมเยน,คุมฺภ-ทาสี อหํ ตหึ;
ทิสฺวา ส-ราชกํ เสนํ,เอวาหํ จินฺตยึ ตทา.
ในกาลนั้น ข้าพเจ้าเป็นทาสีเฝ้าพุ่มไม้ในที่นั้น เมื่อได้เห็นกองทัพพร้อมด้วยพระราชา จึงคิดอย่างนี้ในเวลานั้น
ค.
ค.
ราชาปิ [Pg.533] รชฺชํ ฉฏฺเฏตฺวา,อุปคจฺฉิ อุโปสถํ;
ส-ผลํ นูน ตํ กมฺมํ,ชน-กาโย ปโมทิโต.
แม้พระราชาทรงสละราชสมบัติแล้วยังทรงสมาทานอุโบสถ กรรมนั้นย่อมมีผลแน่นอน หมู่ชนต่างพากันร่าเริง
ฆ.
ฆะ.
โยนิโส [Pg.534] ปจฺจเวกฺขิตฺวา,ทุคฺคจฺจญฺจ ทลิทฺทตํ;
มานสํ สมฺปหํสิตฺวา,อุปคจฺฉิมุ โปสถํ.
พิจารณาความทุคติและความยากจนโดยแยบคายแล้ว ยังใจให้ร่าเริง ข้าพเจ้าได้เข้าถึงอุโบสถ
ง.
งะ.
อหํ [Pg.535] อุโปสถํ กตฺวา,สมฺมา-สมฺพุทฺธสาสเน;
เตน กมฺเมน สุ-กเตน,ตาวตึสํ อคจฺฉหํ.
ข้าพเจ้าได้รักษาอุโบสถในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น ข้าพเจ้าได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จ.
จะ.
ตตฺถ เม สุ-กตํ พฺยมฺหํ,อุพฺภ-โยชนมุคฺคตํ;
กูฏาคาร-วรูเปตํ,มหาสนสุ-ภูสิตํ.
ในที่นั้น วิมานที่ข้าพเจ้าสร้างดีแล้ว สูงขึ้นไปหนึ่งโยชน์ ประกอบด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ ประดับดีแล้วด้วยอาสนะอันใหญ่
ฉ.
ฉะ.
อจฺฉรา [Pg.536] สต-สหสฺสา,อุปติฏฺฐนฺติ มํ สทา;
อญฺเญ เทเว อติกฺกมฺม,อติโรจามิ สพฺพทา.
นางอัปสรแสนนางย่อมบำรุงข้าพเจ้าทุกเมื่อ ข้าพเจ้าก้าวล่วงเทวดาเหล่าอื่น ย่อมรุ่งเรืองยิ่งทุกเมื่อ
ช.
ชะ.
จตุสฏฺฐิ-เทว-ราชูนํ[Pg.537],มเหสิตฺตมการยึ;
เตสฏฺฐิ-จกฺกวตฺตินํ,มเหสิตฺตมการยึ.
ข้าพเจ้าได้เป็นอัครมเหสีของท้าวเทวราช ๖๔ องค์ ข้าพเจ้าได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ องค์
ฌ.
ฌะ.
สุวณฺณ-วณา [Pg.538] หุตฺวาน,ภเวสุ สํสรามหํ;
สพฺพตฺถ ปวรา โหมิ,อุโปสถสฺสิทํ ผลํ.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณดุจทองคำ ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ประเสริฐในที่ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถ
ญ.
ญะ.
หตฺถิ-ยานํ อสฺส-ยานํ,รถ-ยานญฺจ สิวิกํ;
ลภามิ สพฺพเมตมฺปิ,อุโปสถสฺสิทํ ผลํ.
ยานช้าง ยานม้า ยานรถ และวอ ข้าพเจ้าย่อมได้ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งอุโบสถ
ฏ.
ฏะ.
โสณฺณ-มยํ [Pg.539] รูปิ-มยํ,อโถปิ ผลิกา-มยํ;
โลหิตงฺค-มยญฺเจว,สพฺพํ ปฏิลภามหํ.
ข้าพเจ้าย่อมได้เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำ ที่ทำด้วยเงิน อนึ่ง ที่ทำด้วยแก้วผลึก และที่ทำด้วยแก้วทับทิม ทั้งหมด
ฐ.
ฐะ.
โกเสยฺย-กมฺพลิยานิ[Pg.540],โขม-กปฺปาสิกานิ จ;
มหคฺฆานิ จ วตฺถานิ,สพฺพํ ปฏิลภามหํ.
ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย และผ้ามีค่ามาก ข้าพเจ้าย่อมได้ทั้งหมด
ฑ.
ฑะ.
อนฺนํ [Pg.541] ปานํ ขาทนียํ,วตฺถํ เสนาสนานิ จ;
สพฺพเมตํ ปฏิลเภ,อุโปสถสฺสิทํ ผลํ.
ข้าว น้ำ ของขบเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะ ข้าพเจ้าย่อมได้ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งอุโบสถ
ฒ.
ฒะ.
วร-คนฺธญฺจ มาลญฺจ,จุณฺณกญฺฉ วิเลปนํ;
สพฺพเมตํ ปฏิลเภ,อุโปสถสฺสิทํ ผลํ.
ของหอมอันประเสริฐ ดอกไม้ จุรณ และเครื่องลูบไล้ ข้าพเจ้าย่อมได้ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งอุโบสถ
ณ.
ณะ.
กูฏาคารญฺจ [Pg.542] ปาสาทํ,มณฺฑปํ หมฺมิยํ คุหํ;
สพฺพเมตํ ปฏิลเภ,อุโปสถสฺสิทํ ผลํ.
เรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนชั้น และถ้ำ ข้าพเจ้าย่อมได้ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งอุโบสถ
ต.
ตะ.
ชาติยา [Pg.543] สตฺต-วสฺสาหํ,ปพฺพชึ อน-คาริยํ;
อฑฺฒ-มาเส อ-สปฺปตฺเต,อร หตฺตํ อปาปุณึ.
ข้าพเจ้ามีอายุ ๗ ปีแต่กำเนิด ได้บวชเป็นบรรพชิต เมื่อยังไม่ถึงกึ่งเดือน ก็ได้บรรลุพระอรหัต
ถ.
ถะ.
กิเลสา [Pg.544] ฌาปิตา มยฺหํ,ภวา สพฺเพ สมูหตา;
สพฺพาสว-ปริกฺขีณา,นตฺถิ ทานิ ปุน-พฺภโว.
กิเลสทั้งหลายของข้าพเจ้าถูกเผาแล้ว ภพทั้งปวงถูกถอนขึ้นได้แล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
ท.
ทะ.
เอก-นวุติโต [Pg.545] กปฺเป,ยํ กมฺมมกรึ ตทา;
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ,อุโปสถสฺสิทํ ผลํ.
ในกัปที่ ๙๑ นับแต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถ
ธ.
ธ.
สฺวาคตํ [Pg.546] วต เม อาสิ,มม พุทฺธสฺส สนฺติเก;
ติสฺโส วิชฺชา อนุ-ปตฺตา,กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ.
การมาของเราดีแล้วหนอ ในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรา เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว เราได้ทำกิจในพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว
น.
น.
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส,วิโมกาปิ จ อฏฺฐิเม;
ฉฬาภิญฺญา สจฺฉิกตา,กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ.
ปฏิสัมภิทา ๔ และวิโมกข์ ๘ เหล่านี้ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว เราได้ทำกิจในพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว
๒๙๓.
๒๙๓.
ญาตีนญฺจ [Pg.547] ปิโย โหติ,มิตฺเตสุ จ วิโรจติ;
กายสฺส เภทา สุ-คตึ,อุปปชฺชติ สีลวา.
ผู้มีศีลย่อมเป็นที่รักของญาติทั้งหลาย และรุ่งเรืองในหมู่มิตร เมื่อกายแตกทำลายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ
๒๙๔.
๒๙๔.
นิพฺพานํ [Pg.549] ปตฺถยนฺเตน สมาทินฺนํ,ปญฺจ-สีลมฺปิ อธิ-สีลํ;
ทส-สีลมฺปิ อธิ-สีลเมว.
ศีลที่สมาทานแล้วโดยผู้ปรารถนานิพพาน แม้ศีล ๕ ก็เป็นอธิศีล แม้ศีล ๑๐ ก็เป็นอธิศีลนั่นเอง
ก.
ก.
นคเร [Pg.554] จนฺทวติยา,ภฏโก อาสหํ ตทา;
ปร-กมฺมายเน ยุตฺโต,ปพฺพชฺชํ น ลภามหํ.
ในเมืองจันทวดี เราเป็นลูกจ้างในกาลนั้น ประกอบในการงานของผู้อื่น เราไม่ได้บรรพชา
ข.
ข.
มหนฺธการ-ปิหิตา[Pg.555],ติวิธคฺคีหิ ฑยฺหเร;
เกน นุโข อุปาเยน,วิ-สํยุตฺโต ภเว อหํ.
ถูกความมืดใหญ่ปกคลุม ถูกไฟ ๓ กองแผดเผา ด้วยอุบายอะไรหนอ เราพึงพ้นได้
ค.
ค.
เทยฺยธมฺโม [Pg.556] จ เม นตฺถิ,ภฏโก ทุกฺขิโต อหํ;
ยํ นูนาหํ ปญฺจ-สีลํ,รกฺเขยฺยํ ปริปูรยํ.
ทานวัตถุของเราก็ไม่มี เราเป็นลูกจ้างผู้ลำบาก ถ้ากระนั้น เราพึงรักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์
ฆ.
ฆ.
อโนมทสฺสิสฺส มุนิโน,นิสโภ นาม สาวโก;
ตมหํ อุปสงฺกมฺม,ปญฺจ-สิกฺขาปทคฺคหึ.
พระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี มีพระสาวกชื่อนิสภะ เราเข้าไปหาท่านนั้น แล้วรับสิกขาบท ๕
ง.
ง.
วสฺส-สต-สหสฺสานิ[Pg.557],อายุ วิชฺชติ ตาวเท;
ตาวตา ปญฺจ-สีลานิ,ปริปุณฺณานิ โคปยึ.
อายุมีอยู่แสนปี ตลอดกาลเพียงนั้น เราได้รักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์
จ.
จ.
มจฺจุ-กาลมฺหิ [Pg.558] สมฺปตฺเต,เทวา อสฺสาสยนฺติ มํ;
รโถ สหสฺส-ยุตฺโต เต,มาริสสฺส อุปฏฺฐิโต.
เมื่อมรณกาลมาถึง เทพทั้งหลายปลอบเราว่า ท่านผู้เจริญ รถที่เทียมด้วยม้าพันตัวของท่าน มาตั้งอยู่แล้ว
ฉ.
ฉ.
วตฺตนฺเต [Pg.559] จริเม จิตฺเต,มม สีลํ อนุสฺสรึ;
เตน กมฺเมน สุ-กเตน,ตาวตึสํ อคจฺฉหํ.
เมื่อจิตดวงสุดท้ายกำลังเป็นไป เราได้ระลึกถึงศีลของเรา ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น เราได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ช.
ช.
ตึสขตฺตุญฺจ เทวินฺโท,เทว-รชฺชมการยึ;
ทิพฺพ-สุขํ อนุภวึ,อจฺฉราหิ ปุรกฺขตฺโต.
เราได้เป็นจอมเทพ ๓๐ ครั้ง ได้ครองเทวราชสมบัติ ได้เสวยทิพยสุข มีเหล่านางอัปสรแวดล้อม
ฌ.
ฌ.
ปญฺจ-สตฺตติขตฺตฺตุ-ญฺจ[Pg.560],จกฺกวตฺตี อโหสหํ;
ปเทส-รชฺชํ วิปุลํ,คณนาโต อ-สงฺขยํ.
เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้ครองราชสมบัติในประเทศอันไพบูลย์ นับไม่ถ้วน
ญ.
ญ.
เทว-โลกา [Pg.561] จวิตฺวาน,สุกฺก-มูเลน โจทิโต;
ปุเร เวสาลิยํ ชาโต,มหา-กุเล สุ-อฑฺฒเก.
จุติจากเทวโลกแล้ว ถูกรากบุญชักนำ เกิดในเมืองเวสาลี ในตระกูลมหาเศรษฐี
ฏ.
ฏ.
วสฺสูปนายิเก กาเล,ทิพฺพนฺเต ชิน-สาสเน;
มาตา จ เม ปิตา เจว,ปญฺจ-สิกฺขาปทคฺคหุํ.
ในกาลเข้าพรรษา เมื่อพระศาสนาของพระชินเจ้ากำลังรุ่งเรือง มารดาและบิดาของเรา ได้รับสิกขาบท ๕
ฐ.
ฐ.
สห [Pg.562] สุตฺวานหํ สีลํ,มม สีลํ อนุสฺสรึ;
เอกาสเน นิสีทิตฺวา,อรหตฺตมปาปุณึ.
เราได้ฟังศีลนั้นแล้ว ได้ระลึกถึงศีลของเรา นั่งอยู่บนอาสนะเดียว ได้บรรลุพระอรหัต
ฑ.
ฑะ
ชาติยา [Pg.563] ปญฺจ-วสฺเสน,อรหตฺตมปาปุณึ;
อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ,คุณมญฺญาย จกฺขุมา.
เมื่อมีอายุ ๕ ขวบ เราได้บรรลุพระอรหัต พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ ทรงทราบคุณของเราแล้ว จึงทรงให้อุปสมบท
ฒ.
ฒะ
ปริปุณฺณานิ [Pg.564] โคเปตฺวา,ปญฺจ-สิกฺขาปทานหํ;
อ-ปริเมยฺยิโต กปฺเป,วินิปาตํ น คจฺฉหํ.
เราได้รักษาสิกขาบท ๕ ให้บริบูรณ์ ตลอดกัปอันประมาณมิได้ เราไม่ไปสู่ทุคติเลย
ณ.
ณะ
สฺวาหํ ยสมนุภวึ,เตสํ สีลาน วาหสา;
กปฺป-โกฏิปิ กิตฺเตนฺโต,กิตฺตเย เอก-เทสกํ.
เราได้เสวยยศนั้นด้วยอำนาจแห่งศีลเหล่านั้น แม้กล่าวสรรเสริญเป็นโกฏิแห่งกัป ก็จะพึงกล่าวได้เพียงส่วนเดียว
ต.
ตะ
ปญฺจ-สีลานิ [Pg.565] โคเปตฺวา,ตโย เหตู ลภามหํ;
ทีฆายุโก มหา-โภโค,ติกฺข-ปญฺโญ ภวามหํ.
เราได้รักษาศีล ๕ เราได้เหตุ ๓ ประการ คือ เราเป็นผู้มีอายุยืน มีโภคสมบัติมาก และเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม
ถ.
ถะ
สํกิตฺเตนฺโต [Pg.566] จ สพฺเพสํ,อธิ-มตฺตญฺจ โปริสํ;
ภวาภเว สํสริตฺวา,เอเต ฐาเน ลภมหํ.
เมื่อเราพรรณนาคุณแก่คนทั้งปวง และความเป็นบุรุษผู้ยิ่ง ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ เราได้ฐานะเหล่านี้
ท.
ทะ
อ-ปริเมยฺย-สีเลสุ[Pg.567],วตฺตนฺตา ชิน-สาวกา;
ภเวสุ ยทิ รชฺเชยฺยุํ,วิปาโก กีทิโส ภเว.
พระสาวกของพระชินเจ้าผู้ประพฤติอยู่ในศีลอันประมาณมิได้ หากยังยินดีในภพทั้งหลาย วิบากจะเป็นเช่นไร
ธ.
ธะ
สุ-จิณฺณํ เม ปญฺจ-สีลํ,ภฏเกน ตปสฺสินา;
เตน สีเลนหํ อชฺช,โมจยึ สพฺพ-พนฺธนา.
ศีล ๕ อันเราผู้เป็นคนรับใช้ผู้บำเพ็ญตบะ ได้ประพฤติดีแล้ว ด้วยศีลนั้น วันนี้เราได้พ้นจากเครื่องผูกทั้งปวง
น.
นะ
อ-ปริเมยฺยิโต [Pg.568] กปฺเป,ปญฺจ-สีลานิ โคปยึ;
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ,ปญฺจ-สีลานิทํ ผลํ.
ตลอดกัปอันประมาณมิได้ เราได้รักษาศีล ๕ เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งศีล ๕
ป.
ปะ
ปฏิสมฺภิทา [Pg.569] จตสฺโส,วิโมกฺขาปิ จ อฏฺฐิเม;
ฉฬาภิญฺญา สจฺฉิกตา,กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ.
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ เหล่านี้ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำแล้ว
ก.
กะ
ตํ [Pg.572] นมสฺสนฺติ เต วิชฺชา,สพฺเพ ภูมา จ ขตฺติยา;
จตฺตาโร จ มหา-ราชา,ติทสา จ ยสสฺสิโน;
อถ โก นาม โส ยกฺโข,ยํ ตฺวํ สกฺก นมสฺสสิ.
ท่านผู้รู้จบวิชชา ๓ กษัตริย์ทั้งหลายในโลกมนุษย์ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ และเทวดาผู้มีชื่อเสียงในชั้นดาวดึงส์ ย่อมไหว้ท่าน (สักกะ) ก็ยักษ์นั้นชื่ออะไรเล่า ที่ท่านสักกะไหว้
ข.
ขะ
มํ [Pg.574] นมสฺสนฺติ เต-วิชฺชา,สพฺเพ ภูมา จ ขตฺติยา;
จตฺตาโร จ มหา-ราชา,ติทสา จ ยสสฺสิโน.
ท่านผู้รู้จบวิชชา ๓ กษัตริย์ทั้งหลายในโลกมนุษย์ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ และเทวดาผู้มีชื่อเสียงในชั้นดาวดึงส์ ย่อมไหว้เรา
ค.
คะ
อหญฺจ [Pg.575] สีล-สมฺปนฺเน,จิรรตฺต-สมาหิเต;
สมฺมา ปพฺพชิเต วนฺเท,พฺรหฺม-จริย ปรายเน.
เราย่อมไหว้ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ผู้ตั้งมั่นมานาน ผู้บวชโดยชอบ ผู้มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ฆ.
ฆะ
เย [Pg.576] คหฏฺฐา ปุญฺญ-กรา,สีลวนฺโต อุปาสกา;
ธมฺเมน ทารํ โปเสนฺติ,เต นมสฺสามิ มาตลิ.
มาตลี คฤหัสถ์เหล่าใดผู้ทำบุญ เป็นอุบาสกผู้มีศีล เลี้ยงดูบุตรภรรยาโดยธรรม เราย่อมไหว้คฤหัสถ์เหล่านั้น
ง.
งะ
เสฏฺฐา [Pg.577] หิ กิร โลกสฺมึ,เย ตฺวํ สกฺก นมสฺสสิ;
อหมฺปิ เต นมสฺสามิ,เย นมสฺสสิ วาสว.
แท้จริง ผู้ที่ท่านสักกะไหว้ เป็นผู้ประเสริฐในโลก ข้าพเจ้าก็ไหว้ท่านเหล่านั้น ผู้ที่ท่านวาสวะไหว้
๑.
๑.
ปาลิตตฺเถรนาเคน[Pg.580],วิสุทฺธารามวาสินา;
สุติจฺฉิตานมตฺถาย,กตา นรทกฺขทีปนี.
นรทักขทีปนีนี้ พระเถระชื่อปาลิตะผู้เป็นนาคะ ผู้อยู่ในวิสุทธาราม ได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้ปรารถนาจะฟังด้วยดี
๒.
๒.
ปุพฺพาจริย-สีหานํ[Pg.581],อาลมฺพิตฺวาน นิสฺสยํ;
ปาลิโต นาม โย เถโร,อิมํ คนฺถ สุ-เลขนี;
สุนฺทรเมว ปสฺสิตุํ,ยุญฺเชยฺยาถีธ สาธเว.
พระเถระชื่อปาลิตะใด อาศัยนิสสัยของพระอาจารย์ผู้เป็นดุจราชสีห์ในกาลก่อน ได้เขียนคัมภีร์นี้ไว้ดีแล้ว เพื่อให้เห็นความงดงาม สาธุชนพึงประกอบความเพียรในคัมภีร์นี้
‘‘ฉปฺปทิกา’’.
ฉัปทิกา
๓.
๓.
อิมํ [Pg.582] คนฺถํ วาจุคฺคโต,สเจ ภวสิ มาณว;
ปุณฺนมายํ ยถา จนฺโท,อติ-สุทฺโธ วิโรจติ;
ตเถว ตฺวํ ปุณฺณ-มโน,วิโรจ สิริยา ธุวํ.
หากเจ้าเป็นมาณพผู้ท่องจำคัมภีร์นี้ได้ ดวงจันทร์ในวันเพ็ญย่อมส่องแสงบริสุทธิ์ยิ่งฉันใด เจ้าผู้มีใจเต็มเปี่ยมก็จงรุ่งเรืองด้วยสิริเป็นนิตย์ฉันนั้นเถิด.
๔.
๔.
สุ-นิฏฺฐิโต [Pg.583] อยํ คนฺโถ,สกฺกราเช ทฌมฺผิเย;
โปฏฺฐปาทมฺหิ สูรมฺหิ,กาลปกฺเข จตุทฺทสึ.
คัมภีร์นี้สำเร็จดีแล้วในศักราชที่ dajhamphiye ในเดือนภัทรบท ในวันอาทิตย์ ข้างแรม 14 ค่ำ.
๕.
๕.
สญฺจิเตตํ [Pg.584] มยา ปุญฺญํ,ตํ-กมฺเมน วเรน จ;
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม,อ-เวรา โหนฺตุ ปาณิโน.
บุญที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ด้วยกรรมอันประเสริฐนั้น ขอพระสัทธรรมจงตั้งอยู่ตลอดกาลนาน ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มีเวรเถิด.
๖.
๖.
อิมํ [Pg.585] คนฺถํ ปสฺสิตฺวาน,โหนฺตุ สพฺเพปิ ชนฺตุโน;
สุขิตา ธมฺมิกา ญาณี,ธมฺมํ ปาเลตุ ปตฺถิโว.
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุข มีธรรม มีปัญญา เมื่อได้เห็นคัมภีร์นี้แล้ว ขอพระราชาจงทรงปกครองโดยธรรมเถิด.
๗.
๗.
นิพฺพานํ [Pg.586] ปตฺถยนฺเตน,สีลํ รกฺขนฺตุ สชฺชนา;
ญตฺวา ธมฺมํ สุขาวหํ,ปาปุณนฺตุ อนาสวํ.
ขอสัตบุรุษทั้งหลายผู้ปรารถนาพระนิพพานจงรักษาสีล เมื่อรู้ว่าธรรมนำมาซึ่งความสุขแล้ว จงบรรลุธรรมที่ปราศจากอาสวะเถิด.
๘.
๘.
อฏฺฐ-กณฺฑ-มณฺฑิตาย[Pg.587],ทกฺขย อตฺถ-ทีปโก;
นร-สาโร อยํ คนฺโถ,จิร-กาลํ ปติฏฺฐตุ.
คัมภีร์นรสาระนี้ประดับด้วย 8 กัณฑ์ เป็นเครื่องส่องแสดงอรรถอันลึกซึ้ง ขอจงตั้งอยู่ตลอดกาลนานเถิด.
๙.
๙.
ยาวตา จนฺท-สูริยา,นาคจฺเฉยฺยุํ มหี-ตเล;
ปโมทิตา อิมํ คนฺถํ,ทิสฺสนฺตุ นย-โกวิทา.
ตราบเท่าที่พระจันทร์และพระอาทิตย์ยังไม่ลับไปจากพื้นโลก ขอท่านผู้ฉลาดในนัยทั้งหลายจงเห็นคัมภีร์นี้ด้วยความยินดีเถิด.
๑๐.
๑๐.
สมฺมา [Pg.588] ฉนฺเทนิมํ คนฺถ,วาเจนฺตา ปริยาปุณา;
ปสนฺเนนานายาเสน,ปตฺวา สุเขน โกวิทํ.
ผู้ที่อ่านและเรียนคัมภีร์นี้ด้วยความพอใจอย่างยิ่ง ด้วยความเลื่อมใสและไม่ลำบาก ขอจงบรรลุความเป็นผู้ฉลาดด้วยความสุขเถิด.
๑๑.
๑๑.
จนฺทาทิจฺจาว [Pg.589] อากาเส,พหุสฺสุเตหิ สมฺปทา;
วิเสส-ปุคฺคลา หุตฺวา,ปปฺโปนฺตุ อมตํ ปทํ.
ขอท่านทั้งหลายจงเป็นบุคคลพิเศษผู้มีปัญญามาก ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์ในท้องฟ้า และจงบรรลุอมตบทเถิด.
๑๒.
๑๒.
อุกฺกฏฺฐ-ธมฺม-ทาเนน[Pg.590],ปาปุเณยฺยมนุตฺตรํ;
ลิงฺค-สมฺปตฺติ-เมธาวี,ตกฺกี-ปญฺญา สุ-เปสลี.
ด้วยการให้ธรรมอันยอดเยี่ยม ขอท่านผู้มีปัญญา ผู้มีเพศสมบูรณ์ ผู้มีปัญญาอันละเอียดอ่อน จงบรรลุธรรมอันไม่มีอะไรยิ่งกว่าเถิด.
นรทกฺข โถมนา อาสีส
คำสรรเสริญและอวยพรแด่ท่านนรทักษะ
๓. คาถา
๓. คาถา
๑.
๑.
ปาลิโต [Pg.592] ปาฬิยา เฉโก,ตฺวํสิ คมฺภีร-ญาณวา;
ปาลิยาว ปาลิตสฺส,ททามิทานิ โภ อหํ.
ท่านเป็นผู้ฉลาดในภาษาบาลี มีปัญญาลึกซึ้งในภาษาบาลี ข้าพเจ้าจะให้แก่ท่านผู้ได้รับการปกป้องด้วยภาษาบาลีเดี๋ยวนี้.
๒.
๒.
ทกฺขาวาเทสุ [Pg.593] กุสโล,ปาลิโต สาสนนฺธรี;
ปิฏเกสุ อชฺโฌคายฺห,นรทกฺขํภิสงฺขรี.
ท่านผู้ฉลาดในคำแนะนำ เป็นผู้ทรงพระศาสนาที่ได้รับการปกป้องด้วยภาษาบาลี ได้ดำดิ่งลงในพระไตรปิฎก และได้รวบรวมคัมภีร์นรทักษะขึ้น.
๓.
๓.
สุต-ธเรน [Pg.595] รจิตํ,เอตํ สาร-คเวสิโน;
อตนฺทิกา สุ-ทกฺขนฺตุ,อคฺคคฺค-สาสเน รตา.
คัมภีร์นี้ที่ท่านผู้ทรงสุตะผู้แสวงหาสาระได้รจนาไว้ ขอท่านผู้ไม่เกียจคร้านผู้ยินดีในพระศาสนาอันสูงสุด จงพิจารณาดูให้ดีเถิด.
นรทกฺข โถมนา อาสีส
คำสรรเสริญและอวยพรแด่ท่านนรทักษะ
๒. คาถา
๒. คาถา
๑.
๑.
ญุํ [Pg.596] ปาลิโตธ ชาโต โย,เถโร โส อพฺภุโตว ญุํ;
ญุํ มหา-ปาลิโต สนฺโต,นิกาย-ปาลิโต จ ญุํ.
พระเถระผู้เกิดมาในภาษาบาลีนั้นเป็นผู้น่าอัศจรรย์ยิ่ง พระมหาบาลีผู้เป็นสัตบุรุษก็เป็นผู้น่าอัศจรรย์ยิ่ง และพระนิกายบาลีก็เป็นผู้น่าอัศจรรย์ยิ่ง.
๒.
๒.
ญุํ [Pg.598] นร-ทกฺข-คนฺถํ ยํ,โสวกา นร-ทกฺข-ทํ;
นรา ทกฺขนฺตุ สมฺมา จ,ทกฺขตฺตํ ปาปุณนฺตุ ญุํ.
คัมภีร์นรทักษะใดที่ให้ความรู้แก่นรทักษะ ขอชนทั้งหลายจงพิจารณาดูคัมภีร์นั้นให้ดี และจงบรรลุความเป็นผู้ฉลาดเถิด.