Namo tassa bhagavato arahato sammāsambuddhassa
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
Khuddakanikāye
ขุททกนิกาย
Khuddakapāṭhapāḷi
ขุททกปาฐะ
1. Saraṇattayaṃ
๑. ไตรสรณคมน์
Buddhaṃ [Pg.1] saraṇaṃ gacchāmi;
Dhammaṃ saraṇaṃ gacchāmi;
Saṅghaṃ saraṇaṃ gacchāmi.
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
Dutiyampi buddhaṃ saraṇaṃ gacchāmi;
Dutiyampi dhammaṃ saraṇaṃ gacchāmi;
Dutiyampi saṅghaṃ saraṇaṃ gacchāmi.
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
Tatiyampi buddhaṃ saraṇaṃ gacchāmi;
Tatiyampi dhammaṃ saraṇaṃ gacchāmi;
Tatiyampi saṅghaṃ saraṇaṃ gacchāmi.
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
Saraṇattayaṃ niṭṭhitaṃ.
ไตรสรณคมน์ จบ
2. Dasasikkhāpadaṃ
๒. สิกขาบท ๑๐
1. Pāṇātipātā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๑. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
2. Adinnādānā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๒. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์
3. Abrahmacariyā [Pg.2] veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๓. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
4. Musāvādā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๔. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ
5. Surāmerayamajjapamādaṭṭhānā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๕. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
6. Vikālabhojanā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๖. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
7. Nacca-gīta-vādita-visūkadassanā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๗. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล
8. Mālā-gandha-vilepana-dhāraṇa-maṇḍana-vibhūsanaṭṭhānā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๘. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากการทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง
9. Uccāsayana-mahāsayanā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๙. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากที่นอนสูงและที่นอนใหญ่
10. Jātarūpa-rajatapaṭiggahaṇā veramaṇī-sikkhāpadaṃ samādiyāmi.
๑๐. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนาเครื่องงดเว้นจากการรับทองและเงิน
Dasasikkhāpadaṃ niṭṭhitaṃ.
สิกขาบท ๑๐ จบ
3. Dvattiṃsākāro
๓. อาการ ๓๒
Atthi imasmiṃ kāye –
ในกายนี้มีอยู่ –
Kesā lomā nakhā dantā taco,Maṃsaṃ nhāru aṭṭhi aṭṭhimiñjaṃ vakkaṃ,Hadayaṃ yakanaṃ kilomakaṃ pihakaṃ papphāsaṃ,Antaṃ antaguṇaṃ udariyaṃ karīsaṃ matthaluṅgaṃ,Pittaṃ semhaṃ pubbo lohitaṃ sedo medo,Assu vasā kheḷo siṅghāṇikā lasikā muttanti.
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง, เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต, หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด, ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง, ดี เสมหะ หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น, น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
Dvattiṃsākāro niṭṭhito.
อาการ ๓๒ จบ
4. Kumārapañhā
๔. กุมารปัญหา
1. ‘‘Ekaṃ [Pg.3] nāma kiṃ’’? ‘‘Sabbe sattā āhāraṭṭhitikā’’.
๑. “อะไรชื่อว่าหนึ่ง” “สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร”
2. ‘‘Dve nāma kiṃ’’? ‘‘Nāmañca rūpañca’’.
๒. “อะไรชื่อว่าสอง” “นามและรูป”
3. ‘‘Tīṇi nāma kiṃ’’? ‘‘Tisso vedanā’’.
๓. “อะไรชื่อว่าสาม” “เวทนา ๓”
4. ‘‘Cattāri nāma kiṃ’’? ‘‘Cattāri ariyasaccāni’’.
๔. “อะไรชื่อว่าสี่” “อริยสัจ ๔”
5. ‘‘Pañca nāma kiṃ’’? ‘‘Pañcupādānakkhandhā’’.
๕. “อะไรชื่อว่าห้า” “อุปาทานขันธ์ ๕”
6. ‘‘Cha nāma kiṃ’’? ‘‘Cha ajjhattikāni āyatanāni’’.
๖. อะไรชื่อว่า ๖? อายตนะภายใน ๖
7. ‘‘Satta nāma kiṃ’’? ‘‘Satta bojjhaṅgā’’.
๗. อะไรชื่อว่า ๗? โพชฌงค์ ๗
8. ‘‘Aṭṭha nāma kiṃ’’? ‘‘Ariyo aṭṭhaṅgiko maggo’’.
๘. อะไรชื่อว่า ๘? อริยมรรคมีองค์ ๘
9. ‘‘Nava nāma kiṃ’’? ‘‘Nava sattāvāsā’’.
๙. อะไรชื่อว่า ๙? สัตตาวาส ๙
10. ‘‘Dasa nāma kiṃ’’? ‘‘Dasahaṅgehi samannāgato ‘arahā’ti vuccatī’’ti.
๑๐. อะไรชื่อว่า ๑๐? ท่านผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ท่านเรียกว่า ‘พระอรหันต์’
Kumārapañhā niṭṭhitā.
กุมารปัญหา จบ
5. Maṅgalasuttaṃ
๕. มงคลสูตร
1. Evaṃ me sutaṃ – ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Ekamantaṃ ṭhitā kho sā devatā bhagavantaṃ gāthāya ajjhabhāsi –
๑. ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล เทวดาตนหนึ่ง เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว มีวรรณะงดงามยิ่งนัก ทำพระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง เทวดาตนนั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
2.
๒.
‘‘Bahū devā manussā ca, maṅgalāni acintayuṃ;
Ākaṅkhamānā sotthānaṃ, brūhi maṅgalamuttamaṃ’’.
เทวดาและมนุษย์จำนวนมาก หวังความสวัสดี ได้พากันคิดถึงเรื่องมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์โปรดตรัสบอกมงคลอันสูงสุดด้วยเถิด
3.
๓.
‘‘Asevanā ca bālānaṃ, paṇḍitānañca sevanā;
Pūjā ca pūjaneyyānaṃ, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
4.
๔.
‘‘Patirūpadesavāso [Pg.4] ca, pubbe ca katapuññatā;
Attasammāpaṇidhi ca, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
การอยู่ในถิ่นอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้วในปางก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
5.
๕.
‘‘Bāhusaccañca sippañca, vinayo ca susikkhito;
Subhāsitā ca yā vācā, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
ความเป็นผู้ได้สดับตรับฟังมาก ๑ ศิลปะ ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาที่กล่าวดีแล้ว ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
6.
๖.
‘‘Mātāpitu upaṭṭhānaṃ, puttadārassa saṅgaho;
Anākulā ca kammantā, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
การบำรุงมารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรและภรรยา ๑ การงานทั้งหลายที่ไม่คั่งค้าง ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
7.
๗.
‘‘Dānañca dhammacariyā ca, ñātakānañca saṅgaho;
Anavajjāni kammāni, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
การให้ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ การงานทั้งหลายที่ไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
8.
๘.
‘‘Āratī viratī pāpā, majjapānā ca saṃyamo;
Appamādo ca dhammesu, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
การงดเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
9.
๙.
‘‘Gāravo ca nivāto ca, santuṭṭhi ca kataññutā;
Kālena dhammassavanaṃ, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
ความเคารพ ๑ ความถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑ การฟังธรรมตามกาล ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
10.
๑๐.
‘‘Khantī ca sovacassatā, samaṇānañca dassanaṃ;
Kālena dhammasākacchā, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
ความอดทน ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะ ๑ การสนทนาธรรมตามกาล ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
11.
๑๑.
‘‘Tapo ca brahmacariyañca, ariyasaccāna dassanaṃ;
Nibbānasacchikiriyā ca, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
ความเพียรเผากิเลส ๑ การประพฤติพรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
12.
๑๒.
‘‘Phuṭṭhassa lokadhammehi, cittaṃ yassa na kampati;
Asokaṃ virajaṃ khemaṃ, etaṃ maṅgalamuttamaṃ.
จิตของผู้ที่ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหว ๑ ไม่เศร้าโศก ๑ ปราศจากธุลี ๑ เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
13.
๑๓.
‘‘Etādisāni katvāna, sabbatthamaparājitā;
Sabbattha sotthiṃ gacchanti, taṃ tesaṃ maṅgalamuttama’’nti.
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทุกสถาน ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้เป็นมงคลอันสูงสุดของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น
Maṅgalasuttaṃ niṭṭhitaṃ.
มงคลสูตร จบ
6. Ratanasuttaṃ
๖. รัตนสูตร
1.
๑.
Yānīdha bhūtāni samāgatāni, bhummāni vā yāni va antalikkhe;
Sabbeva bhūtā sumanā bhavantu, athopi sakkacca suṇantu bhāsitaṃ.
ภูตทั้งหลายเหล่าใดที่มาประชุมกันแล้วในที่นี้ ไม่ว่าเป็นภูตที่อยู่ในภาคพื้นดิน หรือภูตที่อยู่ในอากาศก็ตาม ขอภูตทั้งหมดนั้นจงเป็นผู้มีใจดี และจงฟังภาษิตโดยเคารพเถิด
2.
๒.
Tasmā [Pg.5] hi bhūtā nisāmetha sabbe, mettaṃ karotha mānusiyā pajāya;
Divā ca ratto ca haranti ye baliṃ, tasmā hi ne rakkhatha appamattā.
เพราะเหตุนั้นแล ภูตทั้งหลายทั้งปวงจงฟังเถิด ท่านทั้งหลายจงทำไมตรีจิตในหมู่มนุษย์ ชนเหล่าใดนำพลีกรรมมาถวายทั้งในกลางวันและกลางคืน เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท รักษามนุษย์เหล่านั้นเถิด
3.
๓.
Yaṃ kiñci vittaṃ idha vā huraṃ vā, saggesu vā yaṃ ratanaṃ paṇītaṃ;
Na no samaṃ atthi tathāgatena, idampi buddhe ratanaṃ paṇītaṃ;
Etena saccena suvatthi hotu.
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ รัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตไม่มีเลย แม้รัตนะอันประณีตนี้มีอยู่ในพระพุทธเจ้า ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
4.
๔.
Khayaṃ virāgaṃ amataṃ paṇītaṃ, yadajjhagā sakyamunī samāhito;
Na tena dhammena samatthi kiñci, idampi dhamme ratanaṃ paṇītaṃ;
Etena saccena suvatthi hotu.
พระศากยมุนีผู้มีพระทัยมั่นคง ได้บรรลุธรรมใดอันเป็นที่สิ้นกิเลส เป็นที่สิ้นราคะ เป็นอมตะอันประณีต สิ่งใดๆ เสมอด้วยพระธรรมนั้นไม่มีเลย แม้รัตนะอันประณีตนี้มีอยู่ในพระธรรม ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
5.
๕.
Yaṃ buddhaseṭṭho parivaṇṇayī suciṃ, samādhimānantarikaññamāhu;
Samādhinā tena samo na vijjati, idampi dhamme ratanaṃ paṇītaṃ;
Etena saccena suvatthi hotu.
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญสมาธิใดว่าเป็นธรรมอันสะอาด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงสมาธิใดว่าให้ผลในลำดับ สมาธิอื่นเสมอด้วยสมาธินั้นไม่มีเลย แม้รัตนะอันประณีตนี้มีอยู่ในพระธรรม ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
6.
๖.
Ye puggalā aṭṭha sataṃ pasatthā, cattāri etāni yugāni honti;
Te dakkhiṇeyyā sugatassa sāvakā, etesu dinnāni mahapphalāni;
Idampi saṅghe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
บุคคล ๘ จำพวก ๔ คู่ ที่สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว ท่านเหล่านั้นเป็นสาวกของพระสุคต ควรแก่ทักษิณาทาน ทานที่ถวายในท่านเหล่านั้นมีผลมาก แม้รัตนะอันประณีตนี้มีอยู่ในพระสงฆ์ ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
7.
๗.
Ye suppayuttā manasā daḷhena, nikkāmino gotamasāsanamhi;
Te pattipattā amataṃ vigayha, laddhā mudhā nibbutiṃ bhuñjamānā;
Idampi [Pg.6] saṅghe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
พระอริยบุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระโคดม ประกอบดีแล้ว มีใจมั่นคง ไม่มีกาม ท่านเหล่านั้นบรรลุอรหัตตผลที่ควรบรรลุ หยั่งลงสู่อมตนิพพาน ได้เสวยวิมุตติรสที่ได้มาเปล่า แม้รัตนะอันประณีตนี้มีอยู่ในพระสงฆ์ ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
8.
๘.
Yathindakhīlo pathavissito siyā, catubbhi vātehi asampakampiyo;
Tathūpamaṃ sappurisaṃ vadāmi, yo ariyasaccāni avecca passati;
Idampi saṅghe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
เราเรียกสัตบุรุษผู้เห็นอริยสัจทั้งหลายด้วยปัญญาอันแจ่มแจ้งแล้วว่า เป็นผู้มีอุปมาเหมือนเสาเขื่อนที่ฝังลงในดิน ไม่หวั่นไหวด้วยลมจาก ๔ ทิศ แม้รัตนะอันประณีตนี้มีอยู่ในพระสงฆ์ ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี
9.
๙.
Ye ariyasaccāni vibhāvayanti, gambhīrapaññena sudesitāni;
Kiñcāpi te honti bhusaṃ pamattā, na te bhavaṃ aṭṭhamamādiyanti;
Idampi saṅghe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
พระอริยบุคคลเหล่าใด ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงไว้ดีแล้ว ถึงแม้พระอริยบุคคลเหล่านั้นจะยังเป็นผู้ประมาทอย่างยิ่งอยู่ ก็ย่อมไม่ยึดถือภพที่ ๘ แม้รัตนะคือพระสงฆ์นี้ ก็เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
10.
๑๐.
Sahāvassa dassanasampadāya, tayassu dhammā jahitā bhavanti;
Sakkāyadiṭṭhī vicikicchitañca, sīlabbataṃ vāpi yadatthi kiñci.
พร้อมกับการถึงพร้อมด้วยทัสสนะ (โสดาปัตติมรรค) ของพระอริยบุคคลนั้น ธรรม ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส อันท่านละได้แล้ว แม้กิเลสอื่นใดจะมีอยู่บ้าง
11.
๑๑.
Catūhapāyehi ca vippamutto, chaccābhiṭhānāni abhabba kātuṃ ;
Idampi saṅghe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
พระอริยบุคคลนั้นเป็นผู้พ้นแล้วจากอบาย ๔ ทั้งไม่ควรเพื่อจะกระทำอภิฐาน ๖ (กรรมหนัก ๖ อย่าง) แม้รัตนะคือพระสงฆ์นี้ ก็เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
12.
๑๒.
Kiñcāpi so kamma karoti pāpakaṃ, kāyena vācā uda cetasā vā;
Abhabba so tassa paṭicchadāya, abhabbatā diṭṭhapadassa vuttā;
Idampi [Pg.7] saṅghe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
ถึงแม้พระอริยบุคคลนั้นจะยังทำบาปกรรมทางกาย วาจา หรือใจอยู่บ้าง แต่ท่านก็ไม่ควรเพื่อจะปกปิดบาปกรรมนั้น ความที่พระอริยบุคคลผู้มีพระนิพพานอันเห็นแล้วไม่ควร (เพื่อจะปกปิดบาปกรรม) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว แม้รัตนะคือพระสงฆ์นี้ ก็เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
13.
๑๓.
Vanappagumbe yatha phussitagge, gimhānamāse paṭhamasmiṃ gimhe;
Tathūpamaṃ dhammavaraṃ adesayi, nibbānagāmiṃ paramaṃ hitāya;
Idampi buddhe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
พุ่มไม้ในป่ามียอดอันบานสะพรั่ง ในเดือนต้นแห่งฤดูร้อน ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ ที่ให้ถึงพระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง มีอุปมาฉันนั้น แม้รัตนะคือพระพุทธเจ้านี้ ก็เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
14.
๑๔.
Varo varaññū varado varāharo, anuttaro dhammavaraṃ adesayi;
Idampi buddhe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ผู้ประทานธรรมอันประเสริฐ ผู้นำมาซึ่งประโยชน์อันประเสริฐ ไม่มีผู้ใดยิ่งกว่า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐแล้ว แม้รัตนะคือพระพุทธเจ้านี้ ก็เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
15.
๑๕.
Khīṇaṃ purāṇaṃ nava natthi sambhavaṃ, virattacittāyatike bhavasmiṃ;
Te khīṇabījā avirūḷhichandā, nibbanti dhīrā yathāyaṃ padīpo;
Idampi saṅghe ratanaṃ paṇītaṃ, etena saccena suvatthi hotu.
กรรมเก่าของพระอรหันต์เหล่านั้นสิ้นแล้ว กรรมใหม่ย่อมไม่มี ท่านมีจิตปราศจากความกำหนัดในภพต่อไป มีพืชคือปฏิสนธิสิ้นแล้ว มีฉันทะในภพใหม่ไม่งอกงามแล้ว ท่านผู้มีปัญญา ย่อมดับไป (ปรินิพพาน) เหมือนประทีปดวงนี้ดับไป ฉะนั้น แม้รัตนะคือพระสงฆ์นี้ ก็เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
16.
๑๖.
Yānīdha bhūtāni samāgatāni, bhummāni vā yāni va antalikkhe;
Tathāgataṃ devamanussapūjitaṃ, buddhaṃ namassāma suvatthi hotu.
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ ทั้งที่เป็นภูมมะ (อยู่บนพื้นดิน) หรือที่อยู่ในอากาศก็ตาม เราทั้งหลายขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้เป็นตถาคต อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
17.
๑๗.
Yānīdha bhūtāni samāgatāni, bhummāni vā yāni va antalikkhe;
Tathāgataṃ devamanussapūjitaṃ, dhammaṃ namassāma suvatthi hotu.
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ ทั้งที่เป็นภูมมะ (อยู่บนพื้นดิน) หรือที่อยู่ในอากาศก็ตาม เราทั้งหลายขอนอบน้อมพระธรรม อันเป็นตถาคต (คือเป็นไปตามสภาพ) อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
18.
๑๘.
Yānīdha [Pg.8] bhūtāni samāgatāni, bhummāni vā yāni va antalikkhe;
Tathāgataṃ devamanussapūjitaṃ, saṅghaṃ namassāma suvatthi hotūti.
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในที่นี้ ทั้งที่เป็นภูมมะ (อยู่บนพื้นดิน) หรือที่อยู่ในอากาศก็ตาม เราทั้งหลายขอนอบน้อมพระสงฆ์ ผู้เป็นตถาคต (คือปฏิบัติตามรอยพระบาท) อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
Ratanasuttaṃ niṭṭhitaṃ.
รตนสูตร จบแล้ว
7. Tirokuṭṭasuttaṃ
๗. ติโรกุฑฑสูตร
1.
๑.
Tirokuṭṭesu tiṭṭhanti, sandhisiṅghāṭakesu ca;
Dvārabāhāsu tiṭṭhanti, āgantvāna sakaṃ gharaṃ.
เปรตทั้งหลายมาสู่เรือนของตนแล้ว ยืนอยู่ที่ฝาข้างนอกบ้าง ที่ทางสามแพร่งและสี่แพร่งบ้าง ที่บานประตูบ้าง
2.
๒.
Pahūte annapānamhi, khajjabhojje upaṭṭhite;
Na tesaṃ koci sarati, sattānaṃ kammapaccayā.
เมื่อข้าวและน้ำ ของเคี้ยวของบริโภคอันมากมายมีอยู่ ใครๆ ก็ไม่ระลึกถึงสัตว์เหล่านั้น เพราะกรรมเป็นปัจจัย
3.
๓.
Evaṃ dadanti ñātīnaṃ, ye honti anukampakā;
Suciṃ paṇītaṃ kālena, kappiyaṃ pānabhojanaṃ;
Idaṃ vo ñātīnaṃ hotu, sukhitā hontu ñātayo.
ชนเหล่าใดเป็นผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้ข้าวและน้ำอันสะอาด ประณีต สมควรตามกาลแก่ญาติทั้งหลายอย่างนี้ว่า ขอของนี้จงมีแก่ญาติของเรา ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด
4.
๔.
Te ca tattha samāgantvā, ñātipetā samāgatā;
Pahūte annapānamhi, sakkaccaṃ anumodare.
เปรตผู้เป็นญาติเหล่านั้นมาประชุมกัน ณ ที่นั้นแล้ว เมื่อมีข้าวและน้ำมากมาย ก็อนุโมทนาโดยเคารพ
5.
๕.
Ciraṃ jīvantu no ñātī, yesaṃ hetu labhāmase;
Amhākañca katā pūjā, dāyakā ca anipphalā.
(เปรตเหล่านั้นอนุโมทนาว่า) ขอญาติของเราทั้งหลายจงมีชีวิตยืนนาน ที่เราได้ (สมบัติ) นี้ก็เพราะเหตุแห่งญาติเหล่านั้น และการบูชาก็อันญาติทั้งหลายทำแล้วแก่เรา ทั้งทายกก็เป็นผู้มีผลไม่น้อย
6.
๖.
Na hi tattha kasi atthi, gorakkhettha na vijjati;
Vaṇijjā tādisī natthi, hiraññena kayokayaṃ ;
Ito dinnena yāpenti, petā kālaṅkatā tahiṃ.
ในเปรตโลกนั้นไม่มีการไถนา ไม่มีการเลี้ยงโค การค้าขายเช่นนั้นก็ไม่มี การซื้อขายด้วยเงินทองก็ไม่มี เปรตที่ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมยังชีพอยู่ในเปรตโลกนั้นด้วยทานที่ญาติให้แต่โลกนี้
7.
๗.
Unname udakaṃ vuṭṭhaṃ, yathā ninnaṃ pavattati;
Evameva ito dinnaṃ, petānaṃ upakappati.
น้ำฝนที่ตกในที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานที่ให้แต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
8.
๘.
Yathā vārivahā pūrā, paripūrenti sāgaraṃ;
Evameva ito dinnaṃ, petānaṃ upakappati.
แม่น้ำที่เต็ม ย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยม ฉันใด ทานที่ให้แต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
9.
๙.
Adāsi [Pg.9] me akāsi me, ñātimittā sakhā ca me;
Petānaṃ dakkhiṇaṃ dajjā, pubbe katamanussaraṃ.
บุคคลเมื่อระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำแล้วในกาลก่อนว่า ผู้นี้ได้ให้สิ่งของแก่เรา ผู้นี้ได้ทำกิจของเรา ผู้นี้เป็นญาติ เป็นมิตร เป็นสหายของเรา ดังนี้ พึงให้ทักษิณาทานเพื่อเปรตทั้งหลาย
10.
๑๐.
Na hi ruṇṇaṃ vā soko vā, yā caññā paridevanā;
Na taṃ petānamatthāya, evaṃ tiṭṭhanti ñātayo.
การร้องไห้ก็ดี ความโศกก็ดี หรือความคร่ำครวญรำพันอย่างอื่นก็ดี ไม่เป็นประโยชน์เพื่อเปรตทั้งหลายเลย ญาติทั้งหลายก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น
11.
๑๑.
Ayañca kho dakkhiṇā dinnā, saṅghamhi suppatiṭṭhitā;
Dīgharattaṃ hitāyassa, ṭhānaso upakappati.
ก็ทักษิณาทานนี้แล ที่ให้แล้ว ตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ ย่อมสำเร็จประโยชน์เกื้อกูลแก่เปรตนั้นสิ้นกาลนาน โดยฐานะ
12.
๑๒.
So ñātidhammo ca ayaṃ nidassito, petāna pūjā ca katā uḷārā;
Balañca bhikkhūnamanuppadinnaṃ, tumhehi puññaṃ pasutaṃ anappakanti.
ญาติธรรมนั้น ท่านแสดงแล้ว การบูชาอันยิ่งใหญ่แก่เปรตทั้งหลาย ท่านก็ทำแล้ว กำลังกาย ท่านก็เพิ่มให้แล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย บุญไม่น้อย ท่านก็ขวนขวายแล้ว
Tirokuṭṭasuttaṃ niṭṭhitaṃ.
ติโรกุฑฑสูตร จบแล้ว
8. Nidhikaṇḍasuttaṃ
๘. นิธิกัณฑสูตร
1.
๑.
Nidhiṃ nidheti puriso, gambhīre odakantike;
Atthe kicce samuppanne, atthāya me bhavissati.
บุรุษย่อมฝังขุมทรัพย์ไว้ในที่ลึก ใกล้น้ำ ด้วยคิดว่า เมื่อมีกิจจำเป็นเกิดขึ้น ขุมทรัพย์นี้จักเป็นประโยชน์แก่เรา
2.
๒.
Rājato vā duruttassa, corato pīḷitassa vā;
Iṇassa vā pamokkhāya, dubbhikkhe āpadāsu vā;
Etadatthāya lokasmiṃ, nidhi nāma nidhīyati.
(ขุมทรัพย์นี้จักเป็นประโยชน์) เพื่อเปลื้องตนผู้ถูกราชภัยคุกคาม หรือผู้ถูกโจรภัยเบียดเบียน หรือเพื่อเปลื้องหนี้ หรือในคราวทุพภิกขภัยและอันตรายทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ ในโลก ขุมทรัพย์ที่ชื่อว่านิธิ จึงถูกฝังไว้
3.
๓.
Tāvassunihito santo, gambhīre odakantike;
Na sabbo sabbadā eva, tassa taṃ upakappati.
ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้อย่างดีปานนั้น ในที่ลึกใกล้น้ำ ก็มิได้สำเร็จประโยชน์แก่เจ้าของนั้นทั้งหมดทุกเมื่อไป
4.
๔.
Nidhi vā ṭhānā cavati, saññā vāssa vimuyhati;
Nāgā vā apanāmenti, yakkhā vāpi haranti naṃ.
เพราะขุมทรัพย์ย่อมเคลื่อนจากที่บ้าง หรือความจำของเจ้าของเลอะเลือนไปบ้าง หรือพวกนาคย้ายไปเสียบ้าง หรือพวกยักษ์นำไปเสียบ้าง
5.
๕.
Appiyā vāpi dāyādā, uddharanti apassato;
Yadā puññakkhayo hoti, sabbametaṃ vinassati.
อนึ่ง ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักทั้งหลาย ย่อมนำทรัพย์ไปในเมื่อเจ้าของไม่เห็น เมื่อบุญสิ้นไป ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั้นก็ย่อมพินาศไป
6.
๖.
Yassa dānena sīlena, saṃyamena damena ca;
Nidhī sunihito hoti, itthiyā purisassa vā.
ขุมทรัพย์คือบุญอันสตรีหรือบุรุษใดฝังไว้ดีแล้ว ด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยความสำรวม และด้วยการฝึกตน
7.
๗.
Cetiyamhi [Pg.10] ca saṅghe vā, puggale atithīsu vā;
Mātari pitari cāpi, atho jeṭṭhamhi bhātari.
(ขุมทรัพย์นั้น) ฝังไว้ดีแล้วในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดี ในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี หรือในพี่ชายผู้เจริญที่สุดก็ดี
8.
๘.
Eso nidhi sunihito, ajeyyo anugāmiko;
Pahāya gamanīyesu, etaṃ ādāya gacchati.
ขุมทรัพย์นั้นอันบุคคลฝังไว้ดีแล้ว ใครๆ ข่มขี่ไม่ได้ เป็นของติดตามตัวไปได้ บุคคลต้องละสมบัติทั้งหลายไป แต่จะพาขุมทรัพย์ (คือบุญ) นี้ไปได้
9.
๙.
Asādhāraṇamaññesaṃ, acorāharaṇo nidhi;
Kayirātha dhīro puññāni, yo nidhi anugāmiko.
ขุมทรัพย์ (คือบุญ) นี้ไม่ทั่วไปแก่คนอื่น โจรนำไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เป็นปราชญ์พึงทำบุญ ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ที่จะติดตามตนไป
10.
๑๐.
Esa devamanussānaṃ, sabbakāmadado nidhi;
Yaṃ yadevābhipatthenti, sabbametena labbhati.
ขุมทรัพย์คือบุญนี้ ให้ผลที่น่าปรารถนาทุกอย่างแก่เทวดาและมนุษย์ เทวดาและมนุษย์ปรารถนาผลใดๆ ผลทั้งหมดนั้นย่อมได้ด้วยบุญนี้
11.
๑๑.
Suvaṇṇatā susaratā, susaṇṭhānā surūpatā ;
Ādhipaccaparivāro, sabbametena labbhati.
ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้มีทรวดทรงดี ความเป็นผู้มีรูปสวย ความเป็นใหญ่ และความเป็นผู้มีบริวาร ทั้งหมดนี้ย่อมได้ด้วยบุญนี้
12.
๑๒.
Padesarajjaṃ issariyaṃ, cakkavattisukhaṃ piyaṃ;
Devarajjampi dibbesu, sabbametena labbhati.
ความเป็นพระราชาในประเทศ ความเป็นอิสริยยศ ความสุขแห่งพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก หรือแม้ความเป็นเทวราชในสวรรค์ ทั้งหมดนี้ย่อมได้ด้วยบุญนี้
13.
๑๓.
Mānussikā ca sampatti, devaloke ca yā rati;
Yā ca nibbānasampatti, sabbametena labbhati.
สมบัติของมนุษย์ก็ดี ความสุขในเทวโลกก็ดี และนิพพานสมบัติก็ดี ทั้งหมดนี้ย่อมได้ด้วยบุญนี้
14.
๑๔.
Mittasampadamāgamma, yonisova payuñjato;
Vijjā vimutti vasībhāvo, sabbametena labbhati.
เมื่ออาศัยมิตรสมบัติแล้ว ประกอบความเพียรโดยแยบคาย ความเป็นผู้มีความชำนาญในวิชชาและวิมุตติ ทั้งหมดนี้ย่อมได้ด้วยบุญนี้
15.
๑๕.
Paṭisambhidā vimokkhā ca, yā ca sāvakapāramī;
Paccekabodhi buddhabhūmi, sabbametena labbhati.
ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมี ปัจเจกโพธิ และพุทธภูมิ ทั้งหมดนี้ย่อมได้ด้วยบุญนี้
16.
๑๖.
Evaṃ mahatthikā esā, yadidaṃ puññasampadā;
Tasmā dhīrā pasaṃsanti, paṇḍitā katapuññatanti.
บุญสมบัตินี้มีประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เป็นปราชญ์จึงสรรเสริญความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว
Nidhikaṇḍasuttaṃ niṭṭhitaṃ.
นิธิกัณฑสูตร จบ
9. Mettasuttaṃ
๙. เมตตสูตร
1.
๑.
Karaṇīyamatthakusalena, yantasantaṃ padaṃ abhisamecca;
Sakko ujū ca suhujū ca, suvaco cassa mudu anatimānī.
กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาจะบรรลุสันตบท ควรบำเพ็ญไตรสิกขา พึงเป็นผู้อาจหาญ ซื่อตรงและตรงอย่างยิ่ง ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่มีมานะ
2.
๒.
Santussako [Pg.11] ca subharo ca, appakicco ca sallahukavutti;
Santindriyo ca nipako ca, appagabbho kulesvananugiddho.
พึงเป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย มีความประพฤติเบา มีอินทรีย์สงบ มีปัญญารักษาตน ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย
3.
๓.
Na ca khuddamācare kiñci, yena viññū pare upavadeyyuṃ;
Sukhinova khemino hontu, sabbasattā bhavantu sukhitattā.
ไม่พึงประพฤติกรรมชั่วเล็กน้อยอะไรๆ ที่วิญญูชนจะพึงติเตียนได้ พึงแผ่เมตตาจิตว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด
4.
๔.
Ye keci pāṇabhūtatthi, tasā vā thāvarā vanavasesā;
Dīghā vā yeva mahantā, majjhimā rassakā aṇukathūlā.
สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ เป็นผู้สะดุ้งหรือมั่นคง ไม่มีส่วนเหลือ เป็นผู้มีกายยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือสั้น ผอมหรือพี
5.
๕.
Diṭṭhā vā yeva adiṭṭhā, ye va dūre vasanti avidūre;
Bhūtā va sambhavesī va, sabbasattā bhavantu sukhitattā.
ที่เห็นแล้วหรือยังไม่เคยเห็น ที่อยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ ที่เกิดแล้วหรือที่กำลังแสวงหาภพ ขอสัตว์ทั้งปวงนั้นจงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด
6.
๖.
Na paro paraṃ nikubbetha, nātimaññetha katthaci na kañci ;
Byārosanā paṭighasaññā, nāññamaññassa dukkhamiccheyya.
บุคคลไม่พึงข่มขู่กัน ไม่พึงดูหมิ่นใครในที่ไหนๆ ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน เพราะความโกรธและความแค้นเคือง
7.
๗.
Mātā yathā niyaṃ puttamāyusā ekaputtamanurakkhe;
Evampi sabbabhūtesu, mānasaṃ bhāvaye aparimāṇaṃ.
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตนด้วยชีวิตฉันใด พึงเจริญเมตตาจิตในสัตว์ทั้งปวงให้ไม่มีประมาณฉันนั้น
8.
๘.
Mettañca sabbalokasmi, mānasaṃ bhāvaye aparimāṇaṃ;
Uddhaṃ adho ca tiriyañca, asambādhaṃ averamasapattaṃ.
พึงเจริญเมตตาจิตในโลกทั้งปวงให้ไม่มีประมาณ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู
9.
๙.
Tiṭṭhaṃ caraṃ nisinno va, sayāno yāvatāssa vitamiddho ;
Etaṃ satiṃ adhiṭṭheyya, brahmametaṃ vihāramidhamāhu.
ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น จะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ตลอดเวลาที่ตนยังไม่ง่วง ก็พึงตั้งสตินี้ไว้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการอยู่นี้ว่า เป็นพรหมวิหารในศาสนานี้
10.
๑๐.
Diṭṭhiñca anupaggamma, sīlavā dassanena sampanno;
Kāmesu vinaya gedhaṃ, na hi jātuggabbhaseyya puna retīti.
ผู้มีเมตตาจิตไม่เข้าถึงทิฏฐิ มีศีล ถึงพร้อมด้วยทัศนะ กำจัดความยินดีในกามทั้งหลายได้แล้ว ย่อมไม่ถึงความนอนในครรภ์อีกโดยแท้
Mettasuttaṃ niṭṭhitaṃ.
เมตตสูตร จบ
Khuddakapāṭhapāḷi niṭṭhitā.
ขุททกปาฐะ จบ